ฉัน "คิดถึง" เป็นแล้ว..

posted on 22 May 2010 13:28 by aieyeye

คิดถึง...

 

คำนี้ได้ยินบ่ิอยๆ แต่ไม่เคยได้รุจักกับมั้ยจริงๆ สักที...

แต่ก่อน เวลามีคนบอกว่าคิดถึง...เราไม่อยากเชื่อ แหมไม่รุจะพูดอะไรละสิ่

แต่ก่อน เวลามีคนส่งแมจเสจมาบอกว่าคิดถึง...เราไม่อยากเชื่อ แหมจะส่งมาเอาใจละสิ่

แต่ก่อนเวลามีคนเม้น hi5 (เมื่อก่อนมันฮิต) ว่าคิดถึง...เีราไม่อยากเชื่อ แหม ไม่มีอะไรจะเม้นละสิ่ อยากอัพเม้นใช่มั้ยล้า

 

ดังนั้น...เราก็จะไม่ตอบกลับคนเหล่านั้น ด้วย คำว่า คิดถึง เลย หากเราไม่ได้รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ

เพราะถ้าพูดบ่อยเกินไป คำว่าคิดถึง มันเริ่มจะดูไม่มีค่า เริ่มเหมือนคำที่ใช้ทักทายกันเสียมากกว่า...

 

 

แต่ช่วง 1 ปีก่อนหน้านี้...

ความคิดถึงตัวน้อยๆ ค่อยๆ ทยอยกรอกใบสมัครเสมือนว่าวันนี้เปนวันออดิชั่น เดอะสตาร์

แล้วเห็นว่าเราเป็นคอมเม้นเตเตอร์ เดินผ่านมาไวไว...

ไม่วาย ความคิดถึงผู้เข้าสมัครตัวน้อยเหล่านั้น ต่างวิ่งถาโถมเข้าใส่คอมเม้นเตเตอร์อย่างเรา

อย่างไม่ทันจะได้ตั้งตัว...ประหนึ่งจะมาลองร้องเพลงให้เราฟังและคอมเม้นให้...

 

สิ่งที่กล่าวมา..เป็นเพียงความคิดของเราเอง ที่เปรียบเทียบให้มันเป็นอย่างนั้น...

ความจริงแล้ว วันนั้น ไม่ได้เป็นวันออดิ่ชั่นเดอะสตาร์..ไม่ว่าจะภาคกลาง หรือ อีสาน ออก ตก...

หากแต่เป็นเพียงวันธรรมดาๆ วันนึง..หลังจากเทอมสุดท้ายของชั้น ม.6 ได้จบลง...

เพื่อนๆ ต่างแยกย้ายกันไปเรียนต่อในมหาลัยต่างๆ กัน กรุงเทพบ้าง ต่างจังหวัดบ้าง...

 

 

เปิด hi5 นั่งอ่านคอมเม้น....(ตอนนั้น ยังไม่เล่น FB )

" อายส์ เป็นไงมั่ง คิดถึงมึงง สบายดีมั้ยย "

" เห้ยยมึงเปนไง เข้าที่ไหนวะตกลง คิดถึงมึงวะ"

" นู๋อายส์ขาาา ไม่ได้เจอนานเลย คิดถึงน้ะค้ะ เดี๋ยวไว้ต้องนัดเจอหน่อยแล้ว "

.

.

.

 

คิดถึง ..ใช่ คิดถึง!!!

เราเริ่มรุสึกถึงคำๆนี้จริงๆ ><

คิดถึง คำแล้วคำเหล่า...ถูกจิ้มๆ เคาะๆ ขึ้นบนกล่องคอมเม้นท์ตอบกลับ ด้วยนิ้วมือยาวๆเหมืือนนิ้วของนากเอกกาตูนญี่ปุ่น!!! บ๊ะ...หลอกเล่น อันที่จริงมันเป็นนิ้วมือเล็กๆ ยาวๆ เหมือนสัตว์ประหลาดมากกว่า !! (เพื่อนๆ มักพูดกันอย่างนั้น 555)

ก็เพราะ คิดถึงจริงๆ ถึงได้พิมพ์ไป ><

 

จนตอนนี้เรารุ้แล้ว ว่าคนที่ไม่ได้เจอกัน ไม่ได้พูดคุยกัน เหมือนเดิมๆ ที่ผ่านมา..

ไม่ว่าจะด้วยระยะทาง หรือเวลา ก้ตามที่ทำให้ไม่ได้เจอกัน...

ยังมีสิ่งหนึ่งที่เชื่อมเค้าไว้ด้วยกัน....ความคิดถึง...นั่นเอง

 

เย่เย่ ฉัน "คิดถึง" เป็นแล้ววววว

 

ปล. เดอะวินเนอร์ ในซีซันนี้ อาจจะไม่ใช่ความคิดถึง...(อย่าเสียใจไป..)

แต่อาจจะเป็น ระยะทาง ระยะเวลา มากกว่า ที่ก่อให้เกิด "ความคิดถึง "ได้

 

 

 

คิดถึงผู้อ่านทุกคนค่ะ.....................อายอายส์ :))

edit @ 22 May 2010 14:41:38 by e y e y e

ความวิเศษ ของงานพิเศษ

posted on 15 May 2010 18:10 by aieyeye

ก่อนอื่นใดขอบอกก่อนเลยว่า..ขอบคุณทุกๆคนที่คอยถามไถ่ และติดตามบล้อกของอายอายส์ น้ะค้ะ...

จริงๆแล้ว เราอยากเข้ามาเขียนบ่อยๆ แหละ แต่ช่วงที่ผ่านมาเนี่ย เรียนซัมเมอร์ แล้วก้หางานทำอีก..

อิอิ แอบบอก ตอนนี้ อายอายส์มีงานแฮนเมนด์น่ารักๆ ชื่อ AiBoMe' ด้วยน้าา า..

หุ้นกะเพื่อนๆ อีก 3 คน โบว์ เมย์ และจิงจิง :))))

เปนงานกระเป๋าใส่มือถือ น่ารักๆ หลายลายเลย ย..

ฮ่าๆ ๆ พอแล้วสำหรับพื้นที๋โฆษณา!!!! (ว่างๆ เข้ามาอุดหนุนด้วยน้ะ...แหน่ะ!!! 5555)

 

ตอนนี้ 18:18 น. ของวันที่ 15 พฤษภา '53 ... หน้าจอคอมพ์คู่ใจ กับ EXTEEN BLOG<3

วันนี้เป็นวันแรกที่ โบกมือบ๊ายบาย การเรียนซัมเมอร์ อย่างเป็นทางการ

เนื่องจากการสอบนิติ ได้สิ้นสุดลงไปอย่างน่าโศกเศร้าไปในเมื่อวาน TT ^TT 555

จริงๆ แล้ว ดีใจ!!!! เย่เย่ ^ ^*

แต่ความดีใจที่เพราะคิดว่า หมดซัมเมอร์แล้วจะสบาย ก้ไม่เปนงั้นแหะ - -*

เพราะรุ้สึกเบื่อ + อยากหาไรทำมากมาก...

ต้องมาอยุเฉยๆ ไม่เจ๋งเลย เราว่าการที่ปิดเทอมสำหรับวัยรุ่น

แล้วต้องมานั่ง นอน อยุบ้าน เล่นเนต มันโค-ตร ธรรมดา! เลย~

แบบ..ใครๆ ก้ทำได้ดิ่งี้??? สบาย สบาย ปล่อยเวลาผ่านไปวันวัน!!

จะไม่ดีกว่าหรอ ที่จะเริ่มคิด + ปรับเปลี่ยน ปิดเทอมที่แสนน่าเบื่อ ให้พิเศษกว่าปิดเทอมคราวก่อน

และครั้งก่อนๆ______ :)

ตอนเรียนมัธยมปลาย.. คงจำกันไ้้ด้สำหรับกลิ่นอายของสถานที่เรียนพิเศษในช่วงซัมเมอร์

(บางคนนี่ อาจจะเรียนมันทุกวัน จ-ศ ซ้ำ ปิดเทอมก้ไม่ได้หยุดหย่อน เรียกว่าเรียนๆ เรียนๆ อย่างเดียว)

แอบสงสัยและสงสาร เด็กๆที่ต้องมีวิถีการดำเนินชีวิต ที่มีแต่โรงเรียน กับ โรงเรียนกวดวิชา..

"พวกเค้าไม่เบื่อบ้างรึไง??" (ใครรู้ตอบด้วย..55)

เผอิญว่าเี่ราไม่ได้แก่เรียนมากนัก เรียนพิเศษก้มีเรียนบ้าง แต่ไม่ได้เรียนเข้าขั้นโคม่า

- -

"แล้วพอพวกเค้า ใช้ชีวิตมหาลัย เค้าทำไงกะซัมเมอร์ อ่ะ??"

ก็คงเรียนซัมเมอร์ แหละมั้ง ถามได้ 5555

"แล้วเรียนซัมเมอร์เสร็จอ้ะ เค้าทำไรต่อ อ่านหนังสือเตรียมเทอมต่อไปป่าวอะ??"

อันนี้ไม่รุจริงๆ แต่แอบอยากรุเหมือนกัน ว่าคนแก่เรียน เอาเวลาที่เหลือจากเรียนซัมเมอร์ ไปทำไร 55

 

นี่ๆ ลองหาไรทำดูมั้ย??

เราว่างานพิเศษ นี่วิเศษมากมากเลยน้ะ!!!!!!! :D

งานอะไรก้ได้แหละ เล็กๆ น้อยๆ ลองทำดู มันได้อะไรมากมายเลยนะ

ไม่ต้องปล่อยเวลาว่างๆ ให้เสียไปกับการเล่น facebook ด้วย

แถมยังได้เงิน มาใช้จ่ายเองอีกน้ะ ไม่มากก้น้อยแหละ!!

ที่สำคัญที่สุด เราได้เห็นคุณค่าของเงินมากขึ้น

ได้รู้ว่ากว่าพ่อแม่จะหาเงินมาให้เราใช้จ่ายอย่างสบาย น้ะ พ่อแม่ต้องเหนื่อยมากแค่ไหน - -

ที่กล้าพูด..ก้เพราะว่าเราเริ่มหาตังใช้เองแล้วไง - -

เราว่าเด็กที่เริ่มหาตังใช้เองเนี่ย มันทำให้เค้าดู 'โต' มากขึ้น

แน่นอนว่า 'ความรับผิดชอบ' ต้องมีมากขึ้นตามไปด้วย - -

'ความภาคภูมิใจ' ก้เดินทางตามมาติดๆ

 

เราเคยฟังเพื่อนคนนึง พูดแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับเรื่องนี้...

"เธอจะรีบโตเป็นผู้ใหญ่ไปถึงไหน รีบทำงานไปทำไม

ในเมื่อเดี๋ยวอีกไม่กี่ปี ก็ต้องโตเป็นผู่ใหญ่ ได้ทำงานหาตังใช้เองแล้ว

ตอนนี้ มาใช้ชีวิตวัยรุ่นให้คุ้มค่า ก่อนที่จะไม่ได้ใช้ดีกว่า

ไปดูหนัง โยนโบ ร้องเกะ กันดีกว่า..."

 

- -* อื้มม มันก็มีเหตุผลของมันนะ !!!

แต่เผอิญ ความคิดเรามันไม่ตรงกันไง..

เรากลับคิดว่า ถ้าเป็นเด็ก เป็นวัยรุ่น มันหาตังให้เองได้ น่าภูมิใจออก ไม่เดือดร้อนพ่อแม่อีกด้วย

แล้วชีวิตวัยรุ่นที่คุ้มค่าของมัน คือการไปดูหนัง โยนโบ ร้องเกะ รึไง??

แล้วที่สงสัยอีกอย่างคือ ถ้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ตูจะไปดูหนัง โยนโบ ร้องเกะ มันจะผิดหรอวะ????

มันเป็นกิจกรรมสำหรับวัยรุ่นเท่านั้นหรอ???

แอบคิดในใจ...ฮึฮึ คิดไม่เหมือนกันอย่างงี้ ยึดคติธรรมของพี่ปอละกัน

"ต่างคนต่างความคิด"

 

จนทุกวันนี้..เพื่อนคนนั้นก็ยังคงดำเนินชีวิต ตามความคิดของเค้าอยุอย่างสุขสบาย ~

และอายอายส์ ก็ยังคงทำงานตามที่ใจรัก และสานต่อกิจการ AiBoMe' ให้ยิ่งใหญ่

พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของอายอายส์และผองเพื่อนกันอีกต่อไป~

 

ไหน ๆ ก้ไหนๆ แล้วนะค้ะ

อ่านมาถึงตรงนี้ ก้ดีใจมากกกก

แต่จะดีใจกว่านี้ ถ้าได้ลอง คลิ๊กเข้าไปดู ในนี้กันหน่อย

http://www.facebook.com/group.php?gid=126262427391201

 

ฝากด้วยค่าาาา 555555555

ขอบคุณค่ะั

 

 

 

ปล. entry นี้อาจจะไม่ได้หวาน ซึ้ง หรือ คมคาย เท่าไหร่นัก- -*

(เพื่อนๆ อาจจะผิดหวังเล็กน้อย..แอบขออภัยนิดนึง T^T )

เพราะตอนนี้ เจ้าของบล้อก วุ่นกะงานแฮนเมดนี้มากมากค่ะ 55555

แต่อยากอัพบล้ิอก เพื่อให้เพื่อนๆรุว่า ยังไม่ได้หายไปไหน น้ะะ :)

 

ปล.2 entry ไมไ่ด้ตั้งใจเขียนเพื่อโฆษณา หรือขายสินค้าแต่อย่างใด

หากแต่มีคนสนใจ!!! ก้ติดต่อได้ค่าาาาาาา า :)))))))))))))

 

ขอบคุณไว้ ที่นี้ด้วยค้ะ

 

edit @ 15 May 2010 19:26:33 by e y e y e

เมฆ..ท้องฟ้า..ความรัก

posted on 17 Apr 2010 19:41 by aieyeye

17 เมษา '53 ,, 5 โมง 45 นาที@ ระเบียง...

เรานั่งอ่านหนังสือ,,แล้ว ละสายตาจากหนังสือที่เพิ่งอ่านได้เพียงหน้าเดียว ไปมองท้องฟ้า..พักนึง

ถ้าเป็นวันปกติ..เมฆ จะค่อยๆ เคลื่อนตัวไปตามทิศทางของลมที่พัด

แต่วันนี้ เมฆ ทั้ง ท้องฟ้า แน่นิ่ง - - ไม่เคลื่อนเลย

ไม่ใช่ว่าไม่มีลม - - ลมเย็นๆ ยังคงพัดมาสัมผัสผิวกายของเราอยู่เนื่องๆ ~,,

แต่ทำไม..เมฆ ไม่เคลื่อนเลย???

หรือว่า โลกกำลังหยุดหมุน,,( ด้วยความรัก~ )

(: รักของเธอ ทำให้โลกของฉัน ค่อยๆ หมุนช้าลง ~

รักของเธอ ไปบดบังพระจันทร์ ไม่มีน้ำขึ้นลง

เหล่าดวงจันทร์บริวาร ก็ไม่กลับมาทำงาน

หมู่มวลดวงดาวนายพรานก็จะปลดประจำการ

และส่งผลไปยังห่วงโซ่อาหาร~

[เครดิต : เพลง ต่อไปนี้ ทั้งโลกจะหยุดหมุนด้วยความรัก ร้องโดยพี่ว่าน ของน้องโบว์ ^^ ]

 

 

นอกจากจะอ่านหนังสือไม่จบ - - แล้วดันมานั่งมองท้องฟ้ายามเย็น ..เท่านั้น

เรายังรีบไปหยิบน้อง slate ( สมุดบันทึกของเรา เราตั้งชื่อให้เอง น่ารักป่ะ 555) กับสีไม้กล่องเก่า

มานั่งระบายสีตามท้องฟ้าที่เห็น...ณ ตอนนั้น.

[เราจะลงรูปที่วาดมาให้ดูแล้ว แต่มันมองไม่ชัดเลย เพราะเล่นสีอ่อนๆ ตามท้องฟ้า หลากสี

เอาไว้ถ้าเจอเราแล้วอยากดู บอกเราน้ะ เราพกน้อง slate ติดตัวไปทุกที่ ทุกเวลา ^^

เอ่ออ แต่มันอาจไม่สวยมากน้ะ เราไม่ถนัด...แต่ใจรัก :) ]

 

_________________________________________________________________*

พอระบายเสร็จ...

เพิ่งสังเกตเห็น ,, ว่าเมฆเปลี่ยนรูปร่างไป ( อย่างช้าๆ โดยไม่ทันมอง )

มองไม่ชัดเลยว่า___เมฆเคลื่อน~

 

 

 

หรือบางที "ความรัก" ก็เป็นเหมือน "เมฆ" ในวันนี้

ที่เคลื่อนตัวเข้ามาหาเรา..

 

~โดยที่เราไม่รู้ตัว ~

 

 

 

 

จริงๆแล้ว "ความรัก" ก็ไม่ต่างอะไรจาก "ท้องฟ้า"

ท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยเมฆ ~ หลากสี.. ที่มีผลจากการเคลื่อนย้ายตัวเองไปมาอย่างสนุกสนาน

ของดาวฤกษ์ตัวกลมมม ม ที่คนเราตั้งชื่อให้ว่า "ดวงอาทิตย์ "

,,อย่างเมื่อกี๊ เรานั่งดูท้องฟ้า และระบายสีท้องฟ้าที่มีหลากสี - -

1 ในนั้น มีสีชมพู สีที่คนเรายัดเยียดตำแหน่ง"สีแห่งความรัก" ให้โดยที่เจ้าตัวไม่รู้อะไรด้วยเลย

ท้องฟ้าในวันนี้ ในตอนนี้ มีสีชมพู ไหลปนกับสีฟ้าทั้งอ่อน ทั้งแก่ ขาว เทา เหลือง ส้ม อย่างกลมกลืน~

,,แต่พอเราเขียนมาจนถึงบรรทัดนี้ และยังคงละสายตาไปมองท้องฟ้าอีกที

ตอนนี้ ท้องฟ้ากลายเป็นสีฟ้าเข้ม เกือบๆ น้ำเงิน ~ และอีกไม่นาน ก็คงกลายเป็นสีดำ

บอกให้รู้ว่า กลางคืน..กำลังจะมาเยือน~ ในอีกไม่ช้า

,,เหมือนกันกับ "ความรัก" วันนี้กลายเป็นสีชมพู หวาน..มันอาจจะเปลี่ยนเป็นส้มบ้าง เหลืองบ้าง

อาจจะชีดจางเป็นสีขาวในบางที หรืออาจจะหม่นหมอง เป็นสีเทา

หรื่ออาจจะมืดมัว จนกลายเป็นสีดำ !!!

 

แต่จงยิ้ม :) และอยู่รอวันพรุ่งนี้สิ่,, บางทีความรักอาจจะวนกลับมาสดสวยเป็นสีฟ้า สดใส

และ กลายเป็นสีชมพู หวานแว๋ว...เหมือนเดิมอีกครั้งก็ได้ ~ ใครจะไปรู้ ;D

 

 

 

ถ้าเข้าใจความเป็นไปของความรัก

เราก็จะมองว่าความรัก

"สวยงาม" เสมอ~

 

ปล.วันนี้ท้องฟ้าของคุณเป็นสีอะไร?~ 

 

 

 

 

 

 

 

( * -/\- ) ขอบคุณสำหรับการติดตาม อ่านมาถึงบรรทัดนี้ ค่ะ ขอบคุณค่าาาาาาาา ~ ^^

_________ชอบไม่ชอบยังไง คอมเม้นมาติชมกันได้น้ะค้ะ :D

edit @ 18 Apr 2010 15:15:38 by e y e y e

edit @ 18 Apr 2010 16:04:24 by e y e y e

ม้ากับเวลา

posted on 12 Apr 2010 13:31 by aieyeye

เวลาคืออะไร? อะไรคือเวลา?

"เวลา" ที่ว่า..หน้าตามันเป็นยังไง? มันเหมือนคนเรารึป่าว? มันมีจมูกมั้ย?

แล้ว ที่สำคัญ "มันมีขามั้ยนะ??" ทำไมถึงมีคำพูดที่ว่า "เวลาเดินเร็ว" บ้าง "เวลาเดินช้า" บ้าง

คุณๆผู้(ถูกบังคับให้) อ่านคงกำลังงงว่า นังนี่มันมานั่งเพ้ออารายยยย ของมานนนน!!

คำถามพวกนี้ ไม่มีใครเขาถามกันหรอก...

เพราะคำตอบก็เป็นที่รู้ๆกันอยู่ ...

แต่เราสงสัยจริงๆ ไง...ไม่ใช่อะไรหรอก เรื่องมันมีอยู่ว่า....

@12 เมษา' 53 ตอนตีห้ายี่สิบห้า เราสะดุ้งตื่นมา แล้วพยายามข่มตาให้หลับ - - แต่มันไม่หลับ

แล้วในหัวก็มีแต่ความคิดที่วนไปเวียนมา ถึงคำถามของเพื่อนคนนึงที่ว่า...

"คิดไง กับคำว่า...หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน"

(เอ้อออ ...ตั้งแต่คุยกะเพื่อนคนนี้ นี่มีเรื่องให้ขบคิด จนกลายมาเป็น topic ในการเขียนบล็อกได้เลย 555)

ไอเรารึ ก้ตอบช้าาาาาาาาาา...มาก จนเพื่อนไม่อยากรอฟังคำตอบ - - ขอโทษจริงๆ

พอเราตอบไป...ก็สำเนียกตัวเองได้ว่า ตอบสั้น..และห้วนไปมากก - - ขอโทษอีกครั้ง...

ตอนนี้เราเลยสงสัยว่า วิญญาณของนิ้วกลม ในหนังสือ "ปอกกล้วยในมหาสมุทร" เข้าสิงเราชัวๆ

ถึงมานั่งคิด นั่งเขียนคำตอบลงในบล็อก เผื่อว่าเพื่อนคนนั้นจะได้มาอ่าน

และที่สำคัญ เราก็อยากจะเขียนให้เพื่อนๆ ได้อ่านกันด้วย :)

(ดีใจจริงๆ ทีมีคนอยากอ่าน ขอบคุณทุกกำลังใจนะ TT ซึ้งงงง.. )

 

 

มาต่อ...ที่เรื่องของ "เวลา" พระเอกใน entry นี้ ;p

จากการที่คิดๆดูแล้ว "เวลา" มันไม่มีตัวตนหรอก

แต่มันเป็นสิ่งที่อยู่กับเราตลอด เพียงแค่เรามองไม่เห็นมันก็เท่านั้น

เวลา..อาจเทียบเท่าได้กับ กระบวนการการแลกเปลี่ยนออกซิเจน-คาร์บอนไดออกไซด์ ของตัวเรากับสิ่งแวดล้อม หรือที่เรียกชื่อเล่นๆ ว่า "ลมหายใจ"...นั่นเอง

คนเี่ราจะมีเวลา ก็ต้องมีลมหายใจ ...นับตั้งแต่เกิดเราก็มีเวลาเป็นของตัวเอง

ถ้าพูดกันตามกฎหมายแล้ว "เวลา" ของคนเรา เกิดขึ้นตั้งแต่เริ่มคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก และสิ้นสุดลงเมื่อตาย ( อ้างจาก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตราที่ 15 จ้ะ)

 

ในระหว่างที่เรามีเวลา...มีลมหายใจ...เราทำอะไรลงไปบ้าง??

ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ปล่อยให้คาร์บอนไดออกไซด์ิิออกจากร่างกาย แล้วแลกเปลี่ยนเอาออกซิเจนเข้ามาในร่างกาย เพื่อเพิ่มเมทาบอลิซึ่ม ไปวันๆ โดยไม่มีประโยชน์ใดใดเกิดขึ้นเลย

อยากถามว่า...มันเปลืองออกซิเจนมั้ย? (ยิ่งหายากๆ อยู่)

การที่เี่ราปล่อยให้เวลามันเดินไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำอะไรเลย เท่ากับเรา "เสียเวลา" ไปฟรีๆ

ทั้งๆที่ไม่ได้จับเอา "เวลา" หยิบยื่นไปให้ใครแต่อย่างใด --

ไม่มีใครที่ได้ผลประโยชน์จากการ "เสียเวลา" ของเรา

นั่นหมายถึง ไม่มีใครได้ "เวลา" ในส่วนที่เรา "เสีย" ไปอย่างแน่นอน

 

*ทุกคน มีเวลาเป็นของตัวเอง จะ"เดินเร็ว" หรือ "เดินช้า" ก็ขึ้นอยู่กับการจัดการกิจกรรมของแต่ละคน ทั้งนี้ทั้งนั้น "เวลาจะเดินเร็ว หรือ ช้า" มันก็เป็นแค่ในแง่ของความรู้สึก....ความรู้สึกของเจ้าของเวลา.

 

เคยมั้ย?...ที่วิ่งมาไม่ทันรถเมล์ที่เพิ่งออกจากป้ายรถเมล์

เคยมั้ย?...เข้าห้องเรียนไม่ทันตามเวลาที่อาจารย์ late เอาไว้ให้

เคยมั้ย?...ทำการบ้านหรือรายงานที่มีอยู่มากมายยยยย ไม่ทัน!! ทั้งๆที่อาจารย์สั่งล่วงหน้าไว้นานมากกกก เพราะมัวแต่ "รอเวลา" ให้มันใกล้ถึงกำหนดแล้วค่อยมานั่งปั่น...(อันนี่เรียก ดองงาน!!)

.

.

เคยมั้ย?...อ่านหนังสือสอบไม่ทันนนน!!!! (เป็นเพราะอะไร...น่าจะรู้อยู่) TT_____________TT"

เวลาทุกวินาที มีค่า____จงใช้มันให้คุ้มกับการเสืียคาร์บอนไดออกไซด์ ที่ได้มาซึ่งออกซิเจนในแค่ละครั้ง ;)

 

________________________________________________________________*

แล้วคิดไงกับ..หนทางพิสูจน์ม้า กาลเวลาพิสูจน์คน....???

เกือบจะลืมนางเอกของ entry นี้ไปแล้วนะเนี้ยยยย 5555

คำตอบจากอายอายส์ผู้แสนดี ;P

v

v

หนทางพิสูจน์ม้า...ม้า ตัวที่ว่านี้เนี่ย จะวัดว่าวิ่งได้ไกล หรือว่าวิ่งเร็วหล่ะ?

ถ้าเอาที่วิ่งได้ไกล....คำพูดที่ว่า "หนทางพิสูจน์ม้า" ก็เห็นที่ว่าจะสอดคล้อง ถือว่าเห็นด้วยๆ

แต่ถ้าเอาวิ่งเร็ว...ก็คงต้องเพิ่มคำพูดไปอีกว่า "หนทางพิสูจน์ม้า แต่หนทางนี้ เป็นหนทางที่ม้าวิ่งโดยมีความเร็วเท่ากับการกระจัดหน่วยเป็นเมตรที่ม้าวิ่งได้ใน 1 วินาที" (v=s/t) ;D

 

ส่วนการพิสูจน์คนด้วยเวลาเนี่ยยย มันก็เป็นจริงนะ แต่ไม่เสมอไป

แน่ๆเลย คนเราย่อมไว้ใจ คนที่รู้จักกันมานาน มากกว่าคนที่เพิ่งรู้จัก หรือไม่รู้จัีกเลย~

แต่เราอ่านหนังสือของนิ้วกลมเล่มนึง จำไม่ได้ว่าเล่มไหน - -*

นิ้วกลมบอกว่า คนที่ไม่รู้จักกันมาก่อนเลย เค้าอาจเป็นคนดีคนนึง และอาจจะเป็นคนที่อยากรู้จักเรา เพียงแต่เราแค่ให้โอกาสให้เค้าได้มาทำความรู้จักเรา เราก็จะได้รู้จักกัน....และเราเองก็ควรจะเปิดโอกาสให้ตัวเองได้ลองทำความรู้จักกับคนอื่นดูบ้าง..

คนเีรามีโลกคนละใบ..คงจะดีไม่น้อย ถ้าเราจะได้แลกเปลี่ยนกันเข้าไปยืนในโลกอีกใบ ของคนอีกคน

.

.

.

แล้วนั่นก็คือ "สิ่งที่เราเป็น..."

เราถือเห็นด้วยกับความคิดของนิ้วกลม..เพราะเราเองก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน

เพียงแต่ของเราจะมีส่วนที่เพิ่มเติมจากความคิดนั้น...อยู่นิดหน่อย~

___การเปิดโอกาสให้คนอื่นได้มาทำความรู้จักเรา เราต้องมีเกราะใสๆ (อ้างจาก entry ที่แล้ว) อยู่บ้าง

ไม่ใช่ว่าเปิดซะจนโล่งเตียน!!!

 

การสร้างความสัมพันธ์ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน พี่ น้อง เพื่อนสนิท หรือว่าแฟน

ต่างก็ต้องใช้ "เวลา" เข้ามาเป็นส่วนเกี่ยวข้อง

จะเห็นว่าคนเราชอบเอา "เวลาที่รู้จักกัน" มาวัดความสัมพันธ์

นี่คือคนประเภทแรก ซึ่งเป็นคนส่วนมาก ที่ใช้ "เวลา" เป็นเครื่องมือพิสูจน์คน...

 

แต่ไอ้ที่รู้จักกันมานาน มันก็ทำเราแสบได้เหมือนกัน โกหกบ้าง หลอกลวงบ้าง...เห้อออออ....-o-

พูดแล้วก็ "เสียดายเวลาที่คบกันมา~"

เลยทำให้เกิดคนอีกประเภทขึ้นมา ซึ่งอาจจะเป็นส่วนน้อย ที่ไม่ได้ตัดสินคนที่ "เวลาที่คบกัน" เพียงอย่างเดียว หากแต่มีปัจจัยอื่นร่วมด้วย ปัจจัยที่ว่านี่คือ.."ความจริงใจ" <3

ใช่!!! ความจริงจากใจ...เป็นสิ่งที่สำคัญของคนประเภทนี้ ไม่ว่าจะคบแบบไหนก็ตาม~

แต่กระนั้นก็เถอะ.."เวลา" ยังมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่...แต่เป็นเพียง แค่"ส่วน" เท่านั้นเอง..

 

ปล.เราเป็นคนประเภทหลังซะด้วยสิ่ ;p

แล้วคุณหล่ะ เป็นประเภทไหน?

 

ร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ข้อคิดเห็น คำติ ชม ได้น้ะ :)))

 

 

 

ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่านมาจนถึงบรรทัดนี้...ขอบคุณมากจริงๆค่าาาา ;D

 


edit @ 12 Apr 2010 15:11:33 by e y e y e

ทฤษฎี...

posted on 07 Apr 2010 20:55 by aieyeye

วันนี้ 7 เมษา กับอากาศร้อนๆ ของกรุงเทพ บีบบังคับให้เราอยากกลับบ้าน อาบน้ำ...เล่นเน็ต!

เพราะไม่ได้เล่นมา 1 วัน คิดถึงมากกก ><

ออนเอ็มมา ก็ได้คุยกับเพื่อนใหม่คนนึง ตั้งชื่อสมมติให้ว่า..นิม..ละกัน เรียกง่ายๆ

ได้ใจความ ดังนี้

" ญ. ส่วนหนึ่งจากประชากร ญ.ทั้งหมด ไม่อยากมีแฟนด้วยอารมณ์ที่ว่า มีคนเข้ามาจีบ

เพราะถ้ามันยังไม่ถึงเวลา รีบไปก้เท่านั้น...ดีไม่ดีต้องเจอ ความรักอันแสนจะฉาบฉวยอีกก็เปนได้ - -

และบางครั้ืงหากเราได้คุยกับใครสักคนไปเรื่อยๆ โดยไม่ต้องระบุถึงสถานะที่ตายตัว

มันก้ดูจะดีไม่ใช่น้อย แล้วจะดีมาก หากคนๆนั้น เปนคนที่ใช่จริงๆ เพราะนั่นก้หมายความว่า

...เค้าคนนั้น ได้รู้ถึงตัวตนของเรา บ้างในระดับนึง...

ดีกว่าที่จะต้องมานั่งแสดงการกระทำที่ทำให้รู้ว่า ___ ผมจีบคุณ อยุนะ___

เพราะอะไรนะหรอ?....นั่นก้เป็นเพราะว่า

เวลาที่ คนๆ นึงจะมาจีบเรา เค้าจะเข้ามาแบบ เออ เต็มร้อยบ้าง เกือบเต้มร้อยบ้าง ทั้งๆ ที่เรา เริ่มจาก 0 เลย

( เท่าที่เหนส่วนมาก ญ.จะเป็นฝ่ายที่เริ่มจาก 0 นะจ้ะ ) แล้วพอคุยไป คุยมา..นิสัยของ ญ.โดยส่วนใหญ่

จะเป็นอะไรที่อ่อนไหวง่าย~ ดังนั้น ไม่แปลกที่จะเพิ่มดีกรีความชอบ ให้กับอีกฝ่าย โดยไม่รู้ตัว

บางรายมารู้ตัวอีกที ก็ให้ใจเค้าไปแล้ว- - ในทางกลับกัน ฝ่ายที่เข้ามาแบบเต็มร้อยนั้น นับวัน ก็ยิ่งลดหลั่นลงไป

จนถึงจุดนึง คนทั้งสองฝ่าย กลับเปลี่ยนสถานะกันไป..

จากคนตามเป็นคนเดินหนี..จาก คนที่เคยเดินหนี เปลี่ยนเป็นคน ที่คอย__เดินตาม!

อยากถามว่า...มันยุติธรรมแล้วหรือ?

แล้วก็มักจะมีคำถามตามมาอีกมากมาย ซึ่งเขียนลงไปคงไม่หมดแน่ๆ ต้องลองอยุ่ในเหตุการณ์แบบนี้เองดู..

แต่ก็จะดีกว่าที่จะเจอกับความรักที่ดีกว่านี้ ไมใช่ความรักฉาบฉวยแบบนี้..

ที่เราเขียนแบบนี้ ไม่ใช่เพื่อเรียกร้องความสนใจจากใครแต่อย่างใดทั้งสิ้น..

หากแต่เพียงต้องการแค่พื้นที่ ที่สามารถให้ความรู้สึก (ที่เกือบน้อยใจ) อย่างนี้ ได้ออกมาวิ่งเล่นบ้าง

ไม่ใช่เอาแค่เอาเก็บงำเอาไว้ อยุ่ในใจ เพียงคนเดียว ....

และข้อความที่เขียนมาทั้งหมด ก็อาจจะไม่ตรงกับความเป็นจริงของใครหลายๆคน

(นั่นก้อาจเปนเพราะ เขาหรือเธอคนนั้นได้เจอกับความรักที่สวยงามดีอยู่แล้ว หรืออาจไม่เคยเจอมันเลยก้ได้)

แต่มัน...ตรง กับความเป็นจริงของเรา

_________หรืออาจเป็นเพราะว่า เราเจอแต่เหตุการณ์แบบนี้ ก็ไม่อาจรู้ได้ - -*

ทุกวันนี้ ก้ยังคงเปนอายอายส์คนเดิม ... เพียงแต่ ได้สร้างเกราะใสใส ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

เอาไว้เพื่อ กำบัง และหลีกเลี่ยง เหตุการณ์แบบนี้...

...เหตุการณ์ ที่ไม่ต้องการให้มันเกิดขึ้นกับตัวเองเลย......แต่ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยง มันได้ ~"

ดีใจ ที่มีคนเห็นด้วยกับความคิดของเรา... ขอบคุณ ..นิม (นามสมมติ)

แถมยังสนับสนุนในทฤษฎีนี้ อีกด้วย..

เราขอตั้งชื่อ ทฤษฎีนี้ว่า....ทฤษฎีที่ผกผัน!!

ห้าห้า เปนการผกผันกัน ของ คนทั้งสองคน - -

 

_________________________________________________________________*

อ่านมาึถึงตรงนี้...อยากฝากว่า

คนที่มีความสุข และแสนจะโชคดีที่เจอกับความรักที่สวยงามอยู่แล้ว

อยากให้ประคับประคอง ให้มันอยู่กับคุณและคนนั้นของคุณ ไปให้นาน นาน ;D

และสำหรับคนที่เป็นดังทฤษฎีที่กล่าวไปแล้ว..ขอให้อย่าท้อ...

"เกราะ" ที่สร้างขึ้นมานั้น มีได้ มีไว้ให้เรา ไม่ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์ชั่ววูบของใครบางคน...

....แต่ก็อย่าให้มัน เป็น "เกราะ"ที่จะปิดกั้น "ตัวเอง"จาก "คนดีดี" ที่กำลังเดินมาตามทางที่ 'คนบนนั้น' กำหนด..

........เพื่อให้มาพบ 'เรา' เท่านั้นพอ ;)

" ดูแลรักษาตัวเองให้ดีที่สุด เพื่อรอคน ๆ นั้น นะจ๊ะ "

 

ปล.สำหรับบทความแรก@exteen อายอายส์อยากได้กำลังใจจากผู้อ่านทุกคน ;)
แต่ต้องอ่านก่อนนะ ย้ำ! อ่านก่อน เพื่อเพิ่มอรรถรสที่ดี ก่อนกดปุ่ม submit ;p

 

ขอบคุณที่อ่านค่าาาา ( - /\ -)


edit @ 8 Apr 2010 20:05:39 by e y e y e

บล๊อกแรกในชีวิต ;P

posted on 24 Mar 2010 12:37 by aieyeye

ขอต้อนรับตัวเองเข้าสู่ บล็อก" ของตัวเองก่อนเลยละกัน

แหะๆ คนเค้ามีกันมานานนม..

เรานี่ก็เพิ่งจะลองทำ...อยากทำมานานแล้ว แต่ไม่มีเวลาเลย

ดีละ...summer ว่างๆ แบบนี้ จะลองขอทำบล็อก ให้รุ้แล้วรุ้รอดไปเลย ;P

...ยังต้องฝึกฝน อีกสักพัก นะเรา ;)))  

( ใหม่ๆ ขออะไรๆ basic basic ไปก่อนละกัน..จะได้มาดูพัฒนาการของเราไปเรื่อย ๆ 555 )