สิ่งสำคัญ คนสำคัญ

posted on 18 Feb 2012 17:54 by aieyeye
ควันหลง หลงควัน วันวาเลนไทน์
สวัสดีทุกคนที่กำลังเริ่มอ่านค่ะ
 
เรากลับมาอีกครั้งพร้อมกับหัวใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เรามีความสุขมากๆ 
ถึงแม้ว่าจะเรียนหนัก ทำงานหนัก และไม่ได้กลับบ้านเลย
คิดถึงพ่อแม่ทุกวัน 
 
แต่ทำไมเราถึงกล้าบอกว่าเรามีความสุข
ก็เพราะว่าเราเลือกที่จะมองมันในมุมที่ทำให้เกิดความสุขนะสิ 
เราคิดว่าการที่เราออกมาอยู่หอ มาเรียน มาทำงานตรงนี้
เราโตขึ้นนะ และเราก็ได้รู้แล้วว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา พ่อกับแม่เป็นบุคคลที่เรานึกถึงมากแค่ไหน
 
เอาล่ะ เอาเป็นว่าตอนนี้เรามีความสุข
สุขกับการคิดถึงการเรียน,, 
ยังไงหรอ ? ก็พอเรามาทำงาน ไปถ่ายละคร เราไม่ค่อยมีเวลาไปเรียนเลย 
พอคิวไหนเราว่าง ไม่มีถ่ายละคร เราจะเข้าไปเรียนทันที 
ชดเชยในส่วนที่หายไป
 
สุขกับการได้เจอเพื่อน,,
เหตุผลเหมือนกับย่อหน้าที่แล้ว
พอไม่ได้เข้าเรียน ก็ไม่เจอเพื่อน
พอวันไหนว่าง ได้เข้าไปเรียน ได้เจอเพื่อน
นั่นเป็นช่วงเวลาที่่มีความสุขมากเลยนะ  :)
 
สุขกับการได้เจอหน้าพ่อกับแม่
เหตุผลเหมือนย่อหน้าที่แล้ว
พอทำงานหนัก เรียนหนัก ไม่ได้กลับบ้าน ก็ไม่ได้เจอหน้าพ่อแม่
พอวันไหนว่างจากเรียน และทำงาน กลับบ้าน
ได้เจอหน้าพ่อแม่ 
นั่นเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากเลยนะ :)
 
เรากำลังจะบอกว่า
บางครั้ง บางสิ่ง บางอย่าง บางสถานที่..บางคน
ถ้าเราต้องอยู่กับสิ่งนั้นตลอดเวลา
เราจะมองไม่เห็นค่าของการมีสิ่งนั้นอยู่
 
ย้อนกลับไป หากเราไม่มีงานทำ ไม่มีคิวละคร
เราต้องไปเรียน เราคงเบื่อ เบื่อการเรียน เบื่อ ไม่อยากไปเรียน
เราเจอเพื่อนทุกวัน เจออีกและ โหยยยย เสียงดังวะ จะแย่งกันพูดทำไมวะ
เรากลับบ้าน เจอพ่อกับแม่ทุกวัน
อารมณ์นี้เราเชื่อว่าวัยรุ่นเป็นนะ
"หูยยยยย ไรอ่าแม่ บ่นอีกและ"
"จ้าๆ แปปนะ เดี๋ยวไป งืมๆ(แต่ไม่ขยับเลย)"
"หะ อะไรนะ อ่ออ โอเค (ตอบแบบไม่มีสติจะฟัง เพราะมือกำลังพิมพ์ และตากำลังมองจอคอม) " 
 
เราเคยเป็น
แต่ตอนนี้
เราเห็นค่าของสามสิ่งนี้มาก
ตอนนี้ใช้เวลาทุกวินาทีที่มีเพื่อให้ได้เจอได้อยู่กับสามสิ่งนี้
 
อย่างน้อยก็ต้องขอบคุณ โชคชะตา ที่ทำให้เราได้เดินมาเส้นทางนี้
ได้เหนื่อย ได้เจออะไรมากมาย มันเป็นเครื่องทดสอบกำลังกายและกำลังใจของเรา
และยังทำให้เราเห็นคุณค่าของสามสิ่งใกล้ตัว
ที่เราเองก็เคยมองข้ามความสำคัญ
 
 
สุดท้าย 
เราขอบคุณโชคชะตา
ที่ทำให้เราเกิดมาเป็นคนไทย 
ได้อัพบล็อกให้ผู้อ่านที่น่ารักของเราได้อ่าน
และขอขอบคุณเจ้าของสายตาทุกคู่ ที่อ่านมาถึงประโยคนี้
 
ขอบคุณนะคะ :)
 
ปล.และหลังจากได้เข้ามาทำงานตรงนี้
เราพบว่าเราเจออีกหนึ่งสิ่งที่มีค่า
นั่นคือ กำลังใจ จากทุกคน :)

คิดถึง..ตัวใหญ่ๆ

posted on 09 Dec 2011 13:45 by aieyeye
กลับมาเคาะคีย์บอร์ดอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนาน..
คิดถึงตีย์บอร์ด..คิดถึงบล็อก..คิดถึงคนอ่านบล็อก :D
 
เริ่มต้นเอนทรี่ ด้วยความคิดถึง..เพราะกำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์และความรู้สึกนี้..
"คิดถึง" เป็นอีกหนึ่งในหลายๆคำ ที่เราจะไม่เอ่ยหรือพิมพ์ออกไป..หากไม่รู้สึกจริง..
ดังนั้น ขอให้ผู้อ่านทุกคนมั่นใจได้ว่า..
ตัวอักษรตั้งแต่ตัวแรก..มาถึงตัวนี้..และไปจนถึงตัวสุดท้าย..
มันวิ่งออกมาจากใจเรา โดยวิ่งแข่งกันระหว่างความคิดถึง..กับความจริงใจ :D
 
ในชีวิตที่ผ่านมา เราเหมือนจะคุ้นชินและไม่รู้สึกอะไร..กับคำว่า..คิดถึง..
เพราะเรารู้สึกมาตลอดว่า คำว่า..คิดถึง..เป็นคำเบสิก ที่คนใช้พูดกัน
ใช้กันเยอะมาก มากจนเราไม่รู้ว่า เขาหรือเธอเหล่านั้นรู้สึกจริงๆ หรือเปล่า
ยิ่งได้เห็นคนเขาเม้นกัน สมัยก่อนยังเป็น Hi5 คนเม้นกันเยอะมาก
เม้นเพราะคิดถึงจริงๆ..หรือเม้นเพราะ ไม่รู้ว่าจะเม้นว่าอะไร??
เราไม่รู้..เพราะ..เราไม่คิดถึง...
ใช่..เราไม่เคยคิดถึงใครเลย เท่าที่เราจำความได้
แต่เรารู้จักคำว่าคิดถึงมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ไม่เคยรู้สึกกับมันจริงๆ
จนเมื่อ เราโตขึ้นมา เราเริ่ม.."คิดถึง" เป็น..
 
คิดถึง..คนที่ห่างกันไป จากกันไป ไม่ได้เจอกัน..
"เพื่อน" ใช่.. เราเริ่มคิดถึงเพื่อน..
เพื่อนสมัยประถม จะถูกเราคิดถึง เมื่อเราอยู่มัธยม
เพื่อนสมัยมัธยม จะถูกเราคิดถึง เมื่อเราอยู่มหาลัย..
 
แล้ว..พ่อแม่..ละ?? เราคิดถึงเขาตอนไหน??
 
พ่อแม่..คือคนที่เราอยู่ด้วยตลอดเวลา เราอยู่บ้านเดียวกับเขา
นั่นอาจทำให้เรา "คิดถึง" เขาน้อยที่สุดก็เป็นได้..
และมันก็เป็นอย่างนั้น........
 
จนกระทั่ง..เมื่อต้นเดือนพฤศจิกาที่ผ่านมา (5 พฤศจิกายน 2554)
เราต้องออกจากบ้านไปเพราะเราต้องไปอยู่บ้านพี่ที่ดูแลเรา
เขาคอยจัดการเรื่องการเดินทางไปเรียนแอคติ้ง และถ่ายละครให้เรา
และเป็นช่วงเวลาที่น้ำท่วมบ้านเราพอดี
จากเดิมที่คิดไว้ว่าจะพักบ้านพี่เขา 1 อาทิตย์..มันกลายเป็น 1 เดือนเต็ม..
 
เรากลับมาอีกที คือวันที่ 5 ธันวาคม 2554
กลับมาพร้อม..ความคิดถึง..ขนาดใหญ่เท่าตัวของพ่อกับแม่
"..เราคิดถึง..พ่อกับแม่..มาก.."
คิดถึงมาก..มากอย่างที่ไม่เคยคิดถึงใครมาก่อน..
เราไม่เคยคิดถึงพ่อแม่เลย..ตอนที่อยู่ด้วยกัน
ตามอารมณ์ ตามประสาของวัยรุ่น..
ยอมรับ..ว่าเคยมีรำคาญ หรือ หงุดหงิดพ่อกับแม่..ในบางครั้ง
 
แต่ความรู้สึกคิดถึง..มันไหลออกมา ค่อยๆออกมา
และออกมามากที่สุด ณ วินาทีที่พ่อเดินออกมารับเรา ช่วยถือกระเป๋าให้เรา
เราเดินข้างๆพ่อ ที่ถือกระเป๋าและสัมภาระของเรามากมายเต็มสองมือ
 
"พ่อ หนักไหม? มา หนูช่วยถือ.."
"ไม่หนัก..หนูเดินไปเถอะ พ่อรู้ว่าวันนี้หนูจะกลับ พ่อไปซื้อหอยลายมาให้ พ่อรู้หนูชอบ.."
"อืม...(ปาดน้ำตา) พ่อ..หนูคิดถึงพ่อ..พ่อคิดถึงหนุไหม? พ่อผอมลงไปนะ"
"คิดถึงสิ..ไป แม่รออยู่"
 
บทสนทนาสั้นๆ ระหว่างเรากับพ่อ..เรายังจำได้ถึงตอนนี้..
และเราก็จำความรู้สึกตอนนั้นได้อย่างดี...
 
ความรู้สึกตอนนั้นเป็นตัวขับเคลื่อนความรู้สึกตอนนี้..
ความรู้สึก..คิดถึง..
มันกำลังวิ่งกระจายและขยายไปทั่วหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณ
 
และคุณกำลังได้รับ..ความคิดถึง..จากเรา
 
...
...
...
 
คิดถึง..
eyeye. <3
9/12/54
 
 
 
 
ปล.หนึ่งเดือนเต็มที่หายไป เราได้รู้ว่าเรารักใคร และใครรักเรามากที่สุด
และคนสองคนนั้น สมควรอย่างยิ่ง..ที่จะได้รับคำว่า.."คิดถึง" จากเรา
 
 

I'm sorry

posted on 16 May 2011 19:07 by aieyeye
นี่คือ เรื่องราวความรักของผมครับ
 
พ่อผมเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เมื่อปี 2535 ขณะที่พ่ออายุ 53 ปี
ตอนนั้น ผมเรียนอยู่ชั้น ม.4 โตเพียงพอที่จะเป็นผู้ใหญ่แล้ว
ผมเป็นลูกคนกลาง แต่เป็นลูกชายคนโต เพราะจากพี่น้อง 3 คน ผมมีพี่สาวและน้องชาย
ผมควรจะดูแลครอบครัวเมื่อพ่อเสียไป  แต่ตอนนั้นผมคิดว่าผมยังเด็กเกินไป
แปลก ดีครับ เมื่อเวลาหลังจากที่พ่อจากไป  มันผ่านไปเรื่อยๆ เป็นวัน เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน เป็นปี  ผมกลับยิ่งรู้สึกผิด เสียดายและเสียใจมากขึ้น
 
พ่อผมเป็นคนไม่หล่อครับ ในสายตาของลูกๆ (โดยเฉพาะผม) พ่อเป็นคนขี้เหร่เลยล่ะ อ้วน เตี้ย หัวล้าน ปากห้อย ชอบผายลมต่อหน้าแขก เวลานั่งกางเกงจะร่นลงมาเห็นร่องก้น เวลาอยู่ต่อหน้าอาจารย์ก็จะชอบเล่าเรื่องตลกๆ สัปดนให้อาจารย์สาวๆและแก่ๆ หัวร่อกันหงายหลัง แต่มันทำให้ผมรู้สึกอายมาก จนผมมักจะถามแม่อยู่บ่อยๆ ว่า แม่มาแต่งงานกับพ่อทำไม พ่อแก่แล้วก็เพี้ยน ทำไมไม่หาพ่อหล่อๆ รวยๆ ที่ดูเป็นผู้ใหญ่ภูมิฐาน ดูดีหน่อย แปลกอีกแล้ว ที่ผมถามแม่บ่อยๆ แต่ผมกลับจำคำตอบของแม่ได้เลือนราง
 
พ่อทำงานต่างจังหวัด จะกลับมาอยู่กับพวกเราก็เสาร์ อาทิตย์ แต่พ่อจะใช้เวลาด้วยการพาผมและพี่น้องไปร้องเพลงใรคาราโอเกะห้องรวม พ่อชอบร้องเพลงมาก ไม่ดื่มเหล้าและไม่สูบบุหรี่  แต่ชอบยุให้พวกเราดื่มไวน์คูลเลอร์ ซึ่งเมาเหลือหลายสำหรับเด็กอายุสิบขวบ
 
นอกจากสอนลูกเรื่องปาร์ตี้แล้ว พ่อยังช่วยเราทำการบ้าน พ่อจะชมผมทุกครั้งที่ผมวาดรูปไปอวด  (พ่อวาดรูปเก่งครับ เคยวาวดรูปวิวลงกระเบื้องขาย) ซึ่งพ่อก็ดูอิ่มเอมใจทุกครั้งที่ผมวาดรุป นอกจากนั้น ทุกๆปิดเทอม พ่อจะพาพวกเรา รวมทั้งแม่และยาย ขับรถไปต่างจังหวัด ทั้งชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ไปฝั่งสมุทรสาคร นครปฐม กาญจนบุรี แล้วก็ไปพิษณุโลก ลำปาง เชียงใหม่ เชียงราย เรียกได้ว่า ไอ้พวกจุดท่องเที่ยว ในหนังสือภูมิศาสตร์ที่เคยเรียนมา ผมก็ได้ไปเห็นมาเกือบหมดแล้ว แต่อาจใช้เวลานานหน่อย เพราะพอพ่อง่วง พ่อจะจอดรถข้างทาง
 
ยังไงก็ตาม ผมรู้สึกดื้อนิดๆ กับพ่อ เพราะอาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน ทำให้รู้สึกห่างเหิน อีกอย่างพ่อค่อนข้างเข้มงวดกับเรื่องเรียน และพูดตรง จนบางครั้งมันทำร้านจิตใจ เวลาพ่อโมโห หยิบอะไรได้จะฟาดแรงๆ ที่ขา ผมเคยถูกไม้แขวนเสื้อและเข็มขัดฟาดแรงๆ จนร้องไห้เป็นวันๆ และสาบแช่งด่าทอในใจ ให้พ่อได้รับกรรมอย่างนั้นที่ทำกับลูกที่น่าสงสาร
 
พ่อแก่ลง และทำงานหนักขึ้นครับ  พ่อรับราชการเป็นหัวหน้าหน่วยงาน พ่อเครียดมากขึ้นและเริ่มป่วย  ครั้งแรกหมอบอกพ่อว่าเป็นโรคกระเพาะ ต่อมาบอกเป็นโรคหัวใจ (ซึ่งไม่รู้เกี่ยวกับโรคแรกตรงไหน) พ่อเข้าห้องไอซียูหลายครั้ง แต่ก็ดีขึ้นและออกมาจากโรงพยาบาลมาได้ทุกครั้ง จนครังล่าสุดก่อนพ่อเข้าโรงพยาบาล ผมทะเลาะกับพ่ออย่างรุนแรง ผมผลักพ่อล้มลงบนพื้น เพียงเพราะโกรธที่พ่อด่าผมว่า "โง่"
 
 
 
ครั้งนี้พ่อไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลอีกเลย....
 
 
พ่อผมเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เมื่อปี 2535 ขณะที่พ่ออายุ 53 ปี
ตอนนั้น ผมเรียนอยู่ชั้น ม.4 โตเพียงพอที่จะเป็นผู้ใหญ่แล้ว...แต่ก็ไม่เป็น
ผมเป็นลูกชายคนโต ผมควรจะดูแลครอบครัวเมื่อพ่อเสียไป  แต่ตอนนั้นผมคิดว่าผมยังเด็กเกินไป ไม่แน่ นั่นอาจหมายถึงความคิดงี่เง่าที่ว่า "เด็กไม่จำเป็นต้องคิดอะไร" ซึ่งถือเป็นข้ออ้างที่น่าสมเพชอย่างหนึ่ง
 
เมื่อพ่อยุ่ ผมบอกตัวเองว่าผมไม่รักพ่อเลย พ่อไม่เห็นเหมือนพ่อคนอื่น พ่อตลกเกินไป มีความคิกแปลกๆ บางทีก็ฉุนเฉียว เสียงดัง ชอบแหกปากร้องเพลง อัดเพลงที่ตัวเองร้องไปแจกชาวบ้าน ผมอาย อายเพื่อน..อายที่เราเป็นพ่อลูกกัน
 
จนวันที่พ่อเสีย ผมถึงได้รู้ว่า ผมคิดผิดหมด คิดผิดมาตลอด เพิ่งเข้าใจว่า "ความรัก" คือคำที่เราจะรู้จักมันได้ดี เมื่อเราสูญเสียคนๆนั้นไป
 
มันเป็นประโยคที่เชยมาก แต่จริงมากจนน่าตกใจ..
 
ผมรู้สึกผิดเหลือเกิน ที่เคยคิดว่าพ่อไม่ดี ไม่หล่อ ไม่เท่ ไม่รักเรา ไม่มีเวลาให้ ผิดที่เคยคิด "ไม่รักพ่อ" แม้เพียงแค่วูบเดียว
 
เสียดาย ที่ตอนนี้ผมโตกว่าเดิมมาก แต่กลับไม่มีโอกาสที่จะทำสิ่งที่น่าจะเรียกว่า "ความภูมิใจ" ให้พ่อได้เคยเห็น
 
ผมเสียใจมากขึ้นทุกปี แต่พ่อไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมรู้สึกผิด และอยากขอโทษพ่อมากแค่ไหน
 
มีสิ่งเดียวที่พ่อจะทำได้ คือเพียรบอกกับเพื่อนๆ และคนใกล้ตัวที่ยังมีพ่อแม่อยุ่พร้อมหน้า และรู้สึกว่า "ทำไมพ่อแม่เราถึงเป็นอย่างนี้นะ ไม่ได้ดั่งใจเลย ไม่เห็นเหมือนพ่อแม่คนอื่น เขาตามใจ เข้าไม่บังคับเรียน เขาให้ใช้เงิน เขาปล่อยไปเที่ยวกลางคืน เขาคุยเรื่องเพสเปิดเผย เขาซิ่ง เขาไม่หัวโบราณ เขาไม่แก่ เขาไม่แย่ เขาเข้าใจ..."
 
ผมจะบอกทุกคนว่า ทำหน้าที่มนุษย์ของตัวเองให้ดีเสียเถิด ก่อนที่จะว่ากล่าวพ่อแม่ของตัวเอง พ่อและแม่เราก็เป็นแค่มนุษย์ปุถุชนธรรมดาๆ ถึงจะไม่สมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง และไม่ใช่คนที่ดีที่สุด แต่เขาก็เป็นพ่อแม่เรา ไม่ควรเปรียบเทียบกับใครทั้งสิ่น..
 
ถ้ามองว่า คนมีหน้าที่อะไรบ้าง พ่อกับแม่ ทำให้ลูกเกิดมา ทำงานงกๆ เลี้ยงลูกจนพอจะดูแลตัวเองได้ ก็น่าจะจบสิ้นแล้ว  ที่เหลือคือหน้าที่ของลูกเองล้วนๆ มองกลับกัน เราเองเป็นคนที่สมบูรณ์แค่ไหนกัน ถึงกล้าพอที่จะคิดว่าเขาไม่สมบูรณ์
 
คนที่มีพ่อแม่อยุ่ครบ แต่กลับเฉยชาต่อกัน เกลียดพ่อแม่ตัวเอง จึงน่าเสียดายครับ ที่หากต้องพบชะตากรรมแบบผม แล้วเพิ่งจะรู้สึก..คิดได้..เมื่อเขาจากไป
 
แค่นี้แหละครับง่ายๆ  แต่ผมเพิ่งมาคิดได้..เมื่อไม่มีพ่อให้..แสดงความรัก..อีกแล้ว..
 
ผมคิดถึงเวลาพ่อแสดงสีหน้าชมรูปวาดของผมทุกครั้งที่ผมเอาไปอวด
ผมคิดถึงเวลาที่พ่อร้องเพลง พวกเราดื่มไวน์คูลเลอร์ในคาราโอเกะห้องรวม แล้วพ่อก็ลากลูกๆ เดินเป๋หน้าแดงก่ำออกมา
ผมคิดถึงเวลาผมกับพี่น้องเข้าไปเดินเล่นในโรงเรียนร้างที่ปิดเทอม ตอนที่พ่อจอดรถหลับข้างทาง
ผมคิดถึงแม้กระทั้งกลิ่นหัวล้านของพ่อ ที่เคยรู้สึกว่ามันน่าเกลียด
ผมอยากจะกอดและสูดหายใจเอากลิ่นนั้นเข้าไปให้ชุ่มปอดอีกหลายๆ ครั้ง แต่ก็ไม่มีอีกแล้ว..
มีแต่ความรู้สึกเสียใจ ที่น่าจะอยู่ในใจผม..ไปจนตาย..
มันสาสมดีครับ!!!
 
มีเพลงหนึ่ง ที่บางคนอาจฟังแล้วคิดถึงแฟน แต่สำหรับผม..เพลงนี้เป็นของพ่อคนเดียวเท่านั้น..จริงๆ
 
มีใครบางคนที่ยังเหมือนก่อน
มีคนคนหนึ่งยังคิดถึงและเป็นห่วงเธอ
มีความจำเป็นที่อยากขอให้เธอเข้าใจ
ฉันขอโทษ โปรดจงทบทวนให้ดีอีกครั้ง

อีกครั้งหนึ่ง จากวันนั้นที่ฉันได้ทำผิด
เธอจะคิดถึงฉันบ้างหรือเปล่า

จดจำเวลาที่ผ่านมาได้ไหม จากครั้งที่เรายังชิดใกล้

เธออยู่ในใจเสมอไม่เคย
เปลี่ยนแปลงอะไรไปจากวันนั้นเลย หากถ้าย้อนคืนเวลานั้นมาได้
จะไม่ยอมให้เธอจากไป ฉันยังรักเธอ

ในคืนที่เธอรู้สึกเหงาใจ
มีดาวบางดวงบนท้องฟ้ายังคอยส่องเธอ
มีคนคนหนึ่งที่อยากขอให้เธอเข้าใจ
และยกโทษ และจงทบทวนให้ดีอีกครั้ง

 

และจากวันนี้ฉันจะไม่ทำให้เธอเจ็บช้ำ
ให้โอกาสคนที่พลาดพลั้งได้แก้ไข
จะปล่อยให้รักของฉันและเธอจบลงไม่ได้
อภัยได้ไหม ถ้าใจของเธอยังไม่เปลี่ยนแปลง

อีกครั้ง อีกแค่ครั้งหนึ่ง จากวันนี้ฉันจะไม่ทำผิด
โปรดจงคิดถึงฉันได้ไหมเธอ

จดจำเวลาที่ผ่านมาได้ไหม จากครั้งที่เรายังชิดใกล้
เธออยู่ในใจเสมอไม่เคย
เปลี่ยนแปลงอะไรไปจากวันนั้นเลย หากถ้าย้อนคืนเวลานั้นมาได้
จะไม่ยอมให้เธอจากไป ฉันยัง..
จดจำเวลาที่ผ่านมาแสนนาน จากครั้งที่เรายังชิดใกล้
เธออยู่ในใจเสมอไม่เคย
เปลี่ยนแปลงอะไรไปจากวันนั้นเลย หากถ้าย้อนคืนเวลานั้นมาได้
จะไม่ยอมให้เธอจากไป ฉันยังรักเธอ

 
ถึงแม้มันจะไม่มีครั้ง..แต่พ่ออภัยใหได้อยู่แล้ว ถ้าพ่อได้ยินนะ..
ผมขอโทษ
 
ผมคิดถึงพ่อเหลือเกินครับ
....
แค่พ่อทุกคนบนโลกนี้
 
 
...i'm sorry ใน แดนศิวิไลซ์
...ดีเจปาล์ม..ฐิตวินน์ คำเจริญ...
 
 
 
 
 
ขอบคุณพี่ปาล์มสำหรับเรื่องราวดีๆ ที่มีให้หนุได้และคนอื่นได้อ่านนะคะ
ขอบคุณตัวเองที่นั่งพิมพ์มาจนเสร็จ
ขอบคุณคนอ่าน..ที่อ่านมาจนถึงตรงนี้...ขอบคุณค่ะ
หวังว่าคุณจะได้อะไรจากการอ่านเอนทรี่นี้นะคะ...
..eyeye.
 
 
 
 
 
 


edit @ 16 May 2011 20:30:22 by e y e y e

edit @ 16 May 2011 20:39:54 by e y e y e

วันนี้อากาศดีจังเลยนะคะ
ขออนุญาตยิ้ม..ได้ไหม??
^______________^
 
วันนี้ได้เสวนากับเพื่อน 2 คน
คุยหลายเรื่อง..ตั้งแต่ไปผ่าฟันคุด..ยันอกหักรักคุด..
 
คุยไปคุยมา ตั้งแต่ 5 โมงกว่า ปาไปเกือบทุ่ม
คุยไปได้ โดยไม่หยุดปาก..ทั้งๆ ที่เพิ่งไปผ่าฟันคุดมา..
แน่จริงๆ นางคนนี้ แผลไม่แหวก ไม่ฉีกก็บุญละค่ะ :)
 
ครั้นพอนั่งรถตู้กลับบ้าน..
ก็ได้เวลาปล่อยให้ความคิดและเรื่องราวทั้งหมดที่ได้แลกเปลี่ยนกันมานั้น..
..ได้ตกตะกอน..
 
วืนนน วืนนน วืนนน~ ...(เสี่ยงแกว่งสารส้มในสมองเพื่อตกตะกอนความคิด)
 
...เมื่อความคิดตกตะกอนแล้ว..
ก็อยากนำมาแบ่งปันให้ทุกคนได้รับรู้ อ่าน แล้วติชมกันบ้าง ;)
 
------------------------------------------------------------------------------------------------*
 
ฉันเพิ่งอกหัก..ค่ะ
อาการมันไม่เหมือนขาหัก หรือแขนหักนะคะ..ที่เข้าเฝือก ก็หาย..
อกหัก..ฉันยังงงๆ และสงสัยอยู่ว่า..
อกของฉัน ยังไม่หัก มันยังเหมือนเดิม 555
แต่อวัยวะที่ได้รับผลกระทบนั้น..มันคือ..ใจ..มากกว่า..
แล้วทำไม..เราไม่เรียกว่า..ใจหัก!!!
ฟังดูตลกดีเนอะ..ใจหัก..
 
เอาเหอะ ในเมื่อเค้าเรียกกันมาว่า อกหัก..
ฉัน..อกหัก..ก็ได้ 555
 
ฉันอกหัก..มาแล้ว ไม่รู้กี่ครั้ง..ฉันจำไม่ได้ ฉันไม่ได้นับ..
รู้แต่ว่าครั้งนี้มันไม่เหมือนทุกครั้งไป..
จะเรียกว่าแย่กว่าทุกครั้งไหม?..ก็ตอบไม่ได้ในทันที..คงต้องคิดอยู่นาน..
รู้แต่ว่า..ยิ่งฉันมีความรู้สึกที่ดีต่อเขามากเท่าไหร่
เมื่อเขาจากไป..ฉันทุกข์..มากเท่านั้นคูณ 3 หาร 2
นั่นแปลว่า..ความทุกข์ มันเข้ามาแทนที่ความสุข..จนเอ่อล้น..
ล้นมาเคลือบหัวใจดวงน้อยๆ ดวงนี้..เหมือนสตอเบอรี่ถูกเคลือบด้วยช็อกโกแลต..น่ากินจัง..
 
คุณคงจะไม่ได้อ่านข้อความที่ถ่ายทอดอารมณ์อกหัก..
ได้น่ารัก..น่าลิ้มลอง..ขนาดนี้เป็นแน่
หากฉันอัพบล็อก ตอนที่ฉันเพิ่งอกหักสดๆ ใหม่ๆ..
..ไม่ได้ปล่อยให้ความคิด ความรู้สึกนั้นได้ตกตะกอน..
 
หากแต่เพียง..ว่าวันนี้..
ความคิดฉันได้ตกตะกอน อย่างเป็นทางการแล้ว
ฉันไม่ได้อกหัก..แล้วตอนนี้..ฉันรู้สึกดีมากขึ้นกว่าช่วงแรก..
ตัวอักษรของฉันที่ได้ผ่านสู่สายตาคุณ..จึงดูน่ารัก..และร่าเริง..
เกินกว่าคนอกหัก..จะถ่ายทอดได้ 55
ไม่รู้ว่าคุณรู้สึกอย่างนั้นไหม..แต่ฉันรู้สึก..
 
การอกหักของฉัน..มันจึงเป็น past tense
ซึ่งจะว่ากันจริงๆแล้ว..
มันก็เหมือนการอ่านหนังสือ แล้วไปสอบแหละนะ
วันนี้..ฉันสอบผ่านมาแล้วนะ..กับอีก 1 บท ที่ดูแสนยาก..
แต่ก็ผ่านมาได้.. (:
ฉันไม่รู้ว่าบทต่อไปจะยากขึ้น หรือง่ายลง..
รู้แต่เพียง..
วันนี้..ฉันปิดหนังสือเล่มนี้..ฉันอยากพักสายตา..
ขอเวลาให้ฉันไปฟังเพลง เล่นกีต้าร์ ซ้อมดนตรี..แต่งเพลง..
และทำอะไรอีกมากมาย ที่ฉันอยากทำก่อนนะ..
 
แล้วเมื่อถึงเวลาที่สายตาฉันต้องการจะอ่านหนังสือเล่มนี้..
ฉันจะกลับไปเปิด อ่าน..อีกครั้ง..
หนังสือ..ชื่อ..ความรัก.
 
ป.ล.ฉันแค่ปิดหนังสือเฉยๆ ไม่ได้โยนมันเก็บไปในห้องเก็บของเก่านะ :)
 
..eyeye. 28/3/2554
 
ฝนที่ตกในหน้าร้อน..สอนฉันให้รู้ว่า..
สิ่งที่เป็นไปไม่ได้..มันอาจเป็นไปได้..
สิ่งที่ไม่อาจมีวันมาเจอกัน..มันอาจมีวันมาเจอกัน..
 
สมมติละกัน..ให้พระเอกของฉัน ชื่อ ฤดูร้อน
ส่วนนางเอกงามงอนของฉัน..ชื่อ ฟ้าฝน
 
พระเอกของฉัน พื้นเพเดิมเป็นคนกรุงเทพ
เราจะเจอเขาได้ทั่วไปที่กรุงเทพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง..
ช่วงเดือนมีนา - เมษา..เค้าจะปรากฎตัวบ่อย..
บ่อยเสียจนเรียกได้ว่า..ไม่มีใคร ไม่รู้จักเขา..เลยก็เป็นได้..
นายฤดูร้อน..เป็นคนอบอุ่น..เป็นผู้ชายนิ่งๆ
แต่อ้อ..ถ้าใครได้สนิทกับเขาแล้ว..จะรู้ทันทีว่า ตานี่หน่ะ..ขี้เล่นไม่เบา.. ;D
เพราะเมื่อเขาปรากฎตัวเมื่อไหร่...
ผู้คนต่างก็จะมีกิจกรรมสนุกสนาน ต้อนรับเขาอย่างเป็นมิตร..
 
มาที่นางเอกของฉันบ้างดีกว่า..นางเอกของฉันคนนี้..
เธอเป็นคนร่าเริง..สดใส..ราวกับเม็ดฝน...
ที่กำลังเต้นรำอย่างสนุกสนาน อยู่กลางอากาศ
มีบ้าง บางครั้งที่เธอเหน็ดเหนื่อยจากการโลดแล่นอยู่กลางอากาศ
เธอก็จะพาตัวเองมาพำนัก พักตรงยอดใบไม้..
แต่ก็ไม่วาย เธอยังล้อเล่นกัยสายลมที่พัดผ่าน..
และยังคงทักทายกับผีเสื้อและหมู่แมลงที่บินผ่านไปมา..
เธอช่างน่ารักเหลือเกิน :)
 
จุ๊ จุ๊ จุ๊...คุณผู้อ่านอย่าเพิ่งเอ็ดไป..ฉันมีอะไรจะบอกค่ะ..
ถึงแม้ว่านางเอกของฉันคนนี้จะดูเป็นคนร่าเริง สดใส..
แต่มันก็มีเหมือนกันนะ เวลาที่เธอโมโห..
อารมณ์ของเธอหน่ะ..ฉุนเฉียวและเกรี้ยวกราด..ราวกับพายุที่โหมกระหน่ำ..เชียวแหละ
 
ว่าแต่...เอ๊...สองคนนี้..ดูไม่มีอะไรจะเกี่ยวข้องกันเลยนะคะ..
ใช่..ฉันก็คิดอย่างที่คุณคิดแหละค่ะ :)
..แล้วฉันจะปูเรื่องมาทำไมน้าาาา?? ฉันก็ยังไม่รู้เหมือนกัน..ฮ่าๆ
 
แต่ที่ฉันกำลังจะบอกก็คือ..
ณ วันนี้ เขาสองคน มาเจอกันแล้วค่ะ :)
ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน ว่าอะไรที่ทำให้สองคนนี้มาเจอกัน มาพบกัน..
ทั้งๆ ที่ดูเหมือนจะไม่มีทางมาเจอกันได้..
เมื่อก่อน..โอกาสที่สองคนนี้จะมาเจอกัน..พอมีค่ะ แต่น้อยมาก..
และก็คงจะไม่เจอกันในช่วงเวลาที่เร็วแบบนี้..
ฉันว่ามันเร็วไปจังค่ะ สำหรับการพบกันของทั้งคู่..
ณ วันนี้ วันที่ 15 มีนา 2554
 
ไม่รู้ว่าเพราะโชคชะตาลิขิต..
หรือว่า..เพราะ โลกของเรามันร้อนขึ้นนะ??
 
เริ่มไม่แน่ใจ.. :D
 
แต่ก็เอาเถอะ..ลองมองในแง่ดี :)
การมาพบกันของสองสิ่ง สองอย่าง..สองคน..
บนโลกใบนี้ที่แสนจะ ก ว้ า ง ใ ห ญ่ ..... :D
 
มันดูมีอะไร..ในความไม่มีอะไร...
หรืออาจจะไม่มีอะไร..ในความมีอะไร.. :)
 
 
ความรักก็เช่นกันค่ะ :)
บางครั้ง..ความต่าง..ความไม่ลงตัว..ความแปลกแยก..
 
มันอาจจะไม่ได้ก่อให้เกิด..ความแตกแยก..เสมอไป..
กลับกัน...มันอาจจะก่อให้เกิด..ความรัก..ก็เป็นได้
 
 
ทุกๆ อย่าง..มันอยู่ที่..มุม..มอง..นะคะ ^____^
 
 
ว่าแต่...การมาพบกันของฤดูร้อน..กับฟ้าฝน..
ตกลง..มาจากพรหมลิขิต..หรือว่าโลกมันร้อนขึ้น ร้อนขึ้น..กันแน่น้าาาา ;pPpPp
 
ป.ล. รักกันแล้ว..อย่าลืมแบ่งความรักให้โลกด้วยนะคะ :))
 
..eyeye...15 มีนาคม..2554 /// 22:30 น.
 

edit @ 15 Mar 2011 23:07:04 by e y e y e

วันเพื่อนแห่งชาติ

posted on 15 Feb 2011 00:40 by aieyeye
happy "after" valentine's day ka :)

วันนี้อายอายส์ได้แต่งตั้งให้เป็น zoozoo's day :)
(คือกลุ่มเราเหมือนสวนสัตว์ค่ะ หน้าตาทุกคนจะเหมือนสัตว์แต่ละตัว 555)
วันประจำกลุ่มของเราเอง เย่ๆๆๆ ฉลองงง
เพื่อนคือคนรัก..ที่ดีที่สุดรองจากคนในครอบครัว
..รักเพื่อนของคุณให้มากๆนะคะ
 
...15 กุมภาพันธ์ ของทุกปี จึงเป็นวันเพื่อนแห่งชาติของพวกเราชาวซูซู :D
 
 
เพราะฉะนั้น..ทุกๆปี ที่เดือนกุมภาพันธ์ เริ่มเข้ามาทักทาย..
เสียงหัวใจของฉันที่ตอบสนองกลับไปนั้น..
จึงเรียกร้องหา..วันที่ 15 กุมภา..วันเพื่อนแห่งชาติของฉัน..
ไม่ใช่วันที่ 14 อย่างที่ใครๆ ต้องการ...

...หากแต่เพียง..ปีใดปีหนึ่ง..ฉันมีคนรัก..ที่ไม่ใช่เพื่อน..
ฉันคงตื่นเต้นไปกับการมาถึงของวันที่ 14 กุมภา..
..แต่ถึงกระนั้น..15 กุมภาพันธ์ ก็จะยังเป็นวันที๋ฉันถวิลหา
และอยากร่วมฉลองไปกับเพื่อนๆ ที่น่ารักของฉันทุกคน...
รักซูซูนะ
..eyeye. ♥
 

โชคชะตา

posted on 06 Feb 2011 11:41 by aieyeye
คุณเชื่อในเรื่องของโชคชะตาไหม??
การที่เราได้พบเจอ ได้รู้จัก ได้ผูกพัน จนเกิดเป็นความรักต่อคนๆ หนึ่ง
มันเป็นเรื่องของโชคชะตาหรือเปล่า..??
 
 
ฉันคือ ผู้หญิงคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้หญิงธรรมดา ไม่มีอะไรพิเศษ..
เขาคือ ผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ชายธรรมดา..ที่มีความพิเศษสำหรับฉัน..
 
 
ฉันตกหลุมรักเขา ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอเขา
เขาคนนั้น..ซึ่งฉันไม่รู้ว่าเขา..ตกหลุมรักฉัน..ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้เจอฉันไหม??
 
 
ฉัน..รู้สึกดีต่อ..เขา
เขาคนนั้น..ซึ่งฉันไม่รู้ว่าเขา..รู้สึกดีต่อ..ฉัน..ไหม??
 
 
ฉันมีความสุขมาก ทุกครั้งที่ได้เจอ..ได้อยู่กับเขา..
เขาคนนั้น..ซึ่งฉันไม่รู้ว่าเขา..มีความสุขมากไหม..เวลาที่เจอ..ที่ได้อยู่กับฉัน??
 
 
ฉันอยากจะบอกความรู้สึก ทั้งหมดที่ฉันมี ให้เขาได้รับรู้..
เขาคนนั้น..ซึ่งฉันไม่รุ้ว่าเขา..อยากจะบอกความรู้สึกที่มีต่อฉัน..ให้ฉันได้รับรู้ไหม??
 
 
นี่มันแปลว่าฉัน..รัก..เขา..ใช่หรือไม่??
 
 
แต่เนื่องด้วยทุกอย่าง มันอาจจะถูกใครบนนั้นกำหนดเอาไว้แล้ว..
ทำให้ฉัน..และ..เขา
เรา..รักกัน...ไม่ได้...
 
 
แต่ถึงอย่างไร..มันก็ไม่ได้หมายความว่า..ฉัน..จะไม่รัก..เขา..
 
 
 
ขอบคุณโชคชะตา ที่ทำให้เราได้เจอกัน ที่ทำให้เรารู้จักกัน และทำให้ฉันได้รัก......
 
 
 

edit @ 6 Feb 2011 12:02:59 by e y e y e

edit @ 6 Feb 2011 12:04:16 by e y e y e

ฉันเอ่ยขึ้นมาลอยๆ..."วันนี้ ฉันโคตรมีความสุข"..

เธอตอบขึ้นมาลอยๆ..."ไม่บอก ไม่พูด เดี๋ยวจะหาว่าเลียนแบบ...มีความสุขมากกกก!!.."

วันนี้..จุดประสงค์การนัดพบกันของเราคือ การดูหนัง กันตามประสาวัยรุ่น (ที่เหลืออยู่น้อยลงเต็มที)
วันนี้..ช่วงเวลาที่เราได้อยู่ด้วยกัน กลับไม่ใช่ช่วงเวลาที่อยู่ในโรงหนังเลย..
วันนี้..เรากลับใช้เวลาที่ได้อยู่ด้วยกัน..ไปกับการพูดคุย เล่าเรื่อง หัวเราะร่า เต้นบ้าๆ ในที่สาธารณะ กินอาหารเส้นเผ็ดๆ จนแสบท้อง เดินเล่น ดูของ อ่านหนังสือ แล้วก็ยังมีเวลาเหลือว่างๆ พอให้เราต่างเงียบ..เพื่อฟังเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย และมีบ้างที่หันหน้าไปมองตากัน...
เวลา..มันพอดีกับเวลาที่ประมาณเอาไว้..ว่าเราจะดูหนังเสร็จ แล้วเราต้องกลับบ้าน..
หากว่าวันนี้..คนดูหนังไม่เยอะ..รอบหนังไม่เต็ม..เราคงได้เข้าไปดูหนัง
แล้วเราก็คงไม่มีเวลาที่ได้มาทำสิ่งต่างๆ เหล่านั้น..
สิ่งที่ได้ทำร่วมกัน..ทำแล้วมีความสุข..

เวลา..มันมีขีดจำกัด..ในแต่ละวัน..

เลือกทำ..สิ่งที่ดี..สิ่งที่เป็นประโยชน์..สิ่งที่ทำแล้วมีความสุข..กับคนที่เรารู้สึกดี

เพราะเราไม่รู้..ว่าวันดีๆ อย่างนี้ จะวนมาอีกเมื่อไหร่..

ปล.แต่ถ้าวันไหน เวลามีมากพอ

เราก็ยังอยากจะดูหนังด้วยกันสักครั้งนะ :)
..eyeye.  ...5 มกรา 54

 

 

 

edit @ 5 Jan 2011 23:56:16 by e y e y e

รัก...แรก

posted on 11 Oct 2010 17:47 by aieyeye
เรื่องที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ มันเก่าประมาณ 1 ปีแล้วมั้ง...
ขอเป่าฝุ่นตรงกล่องความทรงจำก่อนละกันนะ =3= พู่วววว
 
เคยได้ยินมาว่ามีชายคนหนึ่ง แอบชอบผู้หญิงคนหนึ่ง
เค้าพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะได้คุย ได้ทำความรู้จักกับเธอ
เค้าใช้เวลานานอยู่พอสมควร จนกระทั่งได้คุยกับเธอ
เธอก็พอจะรู้แหละว่าเค้าจะจีบ
เพราะท่าทีที่แสดงเสียจนชัดเจนของเค้า มันคงไม่อาจจะเป็นอย่างอื่นไปได้
ทั้งสองคน คุยกันมาได้ระยะหนึ่ง...
โดยที่เค้าเริ่มจากความชอบ ถ้าให้เป็นคะแนน ก็เรียกว่า 100 คะแนนเต็ม
แต่เธอคนนี้สิ่...ไม่รู้จักเค้า ไม่รู้ว่าเค้าเป็นคนยังไง คุยๆ กันไป ค่อยๆ ศึกษาเค้าไป เริ่ม จาก 0 ...
 
คุ้นๆ อะไรมั้ยคะคุณผู้อ่าน...
สำหรับคนที่ติดตามอ่านมาตั้งแต่เอนทรี่ แรกๆ ก็อาจจะพอเดากันได้ถูกทาง..
เอ๊ะ...จะมาแบบทฤษฎีผกผัน มั้ยนะ??
(สำหรับใครที่งงว่า ทฤษฎีที่ว่านั่นคืออะไร ขอแนะนำว่าลองคลิกเอนทรี่ ทฤษฎี..ข้างๆ อ่านกันดีกว่า ^^)
ถ้าคุณคิดอย่างนั้น....คุณคิดถูกค่ะ!!!
ผู้ชายคนนี้มาถามทฤษฎีนี้เป๊ะ!!
วันหนึ่งเค้าหายไป ------------*
หายไปไหน...เธอไม่รู้ เธออยากรู้มั้ย? เธออยากรู้...
เธอพยายามหาทางที่จะคุยกับเค้า อยากรู้เหตุผลที่หายไป
แสดงว่าเธอก็เริ่มชอบเค้าเข้าแล้วไง!
เพราะบอกแล้วว่ามันผกผันกัน ....เค้าน้อยลง ในขณะที่เธอเพิ่มมากขึ้น
เธออยากคุย อยากรู้ว่าเค้าเป็นยังไง ทำไมถึงหายไป  อะไรทำให้เค้าเปลี่ยนไป...
แต่เธอก็ไม่คิดที่จะพูด จะถาม ไม่คิดที่จะคุย เพราะเธอกลัวเสียฟอร์ม
 
แล้วความจริงก็ปรากฏ ณ วันหนึ่ง เธอรู้มาว่า เค้าคุยกับผู้หญิงคนอื่นไปด้วยขณะที่คุยอยู่กับเธอ
นี่เค้าคุยเผื่อเลือกหรอ...หรือเปล่าเลย...
เค้าแค่คุยกับเธอเพียงแค่คั่นเวลา...
เพราะคนที่เค้าสนใจและอยากรู้จักจริงๆ คือผู้หญิงคนนั้น ไม่ใช่เธอ...
หรืออย่างไรกัน...??
เธอไม่รู้ เธอไม่ถาม เธอรู้แค่เพียงว่า เธอเสียใจ...แต่เธอพูดไม่ออก
เธอไม่เข้าใจ และเริ่มตั้งคำถามให้กับตัวเอง...
ว่าเค้าจะเข้ามาในชีวิตเธอทำไม?
ถ้าไม่รู้จักกันตั้งแต่แรก เธอก็ไม่ต้องมานั่งเสียใจอย่างนี้....
 
ณ ตอนนั้น บอกตรงๆ ว่าผู้หญิงคนนี้เสียใจมาก
ณ ตอนนี้ ผู้เขียนก็ไม่สามารถบรรยายออกมาให้ผู้อ่านได้เข้าใจได้หมด
เพราะบอกแล้ว ว่าเรื่องเล่ามันเก่าฝุ่นเกาะ
เอาเป็นว่า เรื่องราวประมาณนี้แหละค่ะ :)
 
ที่เล่าเรื่องนี้ให้ฟัง  แค่เพียงอยากจะบอกกับคุณผู้อ่าน ว่าดูคน ดูให้ดีดี
ไม่ว่าคุณจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย
คุณก็สามารถเสียใจกับเรื่องแบบนี้ได้หากคุณเจอมัน
เราเข้าใจนะ ว่าเวลาที่เราชอบใครสักคน
เรามักจะไม่มองว่าเค้าไม่ดียังไงหรอก เรามองว่าเค้าดียังไงต่างหาก
เราไม่รู้หรอกว่าคนๆนี้ที่เราชอบ เค้าจะทำให้เราเสียใจได้ในสักวัน
ก็เหมือนกับเธอคนนี้ไง เธอไม้ได้รู้มาก่อนว่าจะมีวันที่เธอต้องเสียใจ
ณ ตอนนั้น เธอแอบกระซิบให้เราฟังด้วยนะ ว่า เค้าจะเป็นคนที่จะจริงใจด้วย
เพราะดูๆ แล้วเค้าโอเคมาก ใส่ใจเธอมาก ระยะทางห่างแค่ไหน เค้าก็ยังเหมือนเดิม
แต่สุดท้าย....เป็นยังไงละ ??
 
เธอคนนั้น คนที่เคยกระซิบบอกกับเราอย่างมั่นใจว่าเค้าคือคนที่ใช่...
เธอคนเดิม กลับมานั่งร้องไห้ซบไหล่เราหลังจากที่รู้เรื่องทั้งหมด
เราทำอะไรไม่ได้ดีมากไปกว่าการ ปลอบโยน และให้กำลังใจเธอ
เราอยู่ข้างๆเธอเสมอ เรารักเธอ เราเข้าใจเธอดี
เพราะเราเชื่อว่าไม่มีใครในโลกนี้ จะรักและเข้าใจตัวเรา ได้ดีเท่าตัวเรา :))
 
 
 
ป.ล. ขอบคุณเรื่องราวที่ผ่านมาจากประสบการณ์ตรงของผู้เขียน
ขอบคุณเค้าคนนั้น ที่เข้ามาทำให้เราเข้มแข็งขึ้น
ณ วันนี้เป็นเพื่อนกัน สบายใจมากกกกก :)
ขอบคุณตัวเองที่รู้ว่า ความรักที่มีค่ามันอยุ่ที่การรักตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก 
เพราะถ้าเราไม่รักตัวเองแล้ว ก็อย่าได้หวังว่าใครจะมารักเราเลย
 
 
ป.ล.2 สำหรับคนที่เจอเหตุการณ์คล้ายๆ กัน ไม่ว่าจะผ่านมานานแล้วหรือเพิ่งเจอมัน
เราเชื่อว่าคุณจะผ่านมันไปได้ ไม่เชื่อ ถามเธอคนนั้นสิ่ :)
 
 
เธอคนนั้น คือฉันคนนี้ :))
 
 
 
และเหมือนเดิม....ขอบคุณสำหรับการติดตามอ่าน ขอบคุณมากมากค่ะ Embarassed
 
 


edit @ 11 Oct 2010 21:57:06 by e y e y e

edit @ 28 Nov 2010 09:42:27 by e y e y e