แด่  อาร์ม นิสิตหญิงตัวเล็กคนหนึ่งซึ่งเคยใช้ชีวิตร่วมกันในห้องๆ หนึ่ง...
 
"เวลามันโคตรเร็วเลยว่ะ แปบๆ(จะ)จบปีสี่แล้ว"
ประโยคคุ้นหู ที่นิสิตนักศึกษาทุกสถาบันต้องพูด หรือไม่พูดก็นึกในใจ
 
เรากับอาร์มก็เป็นอีก(สอง)คนหนึ่งที่พูดประโยคนี้บ่อยๆ
พูดตั้งแต่ขึ้นปีสาม จบปีสาม ขึ้นปีสี่ ใกล้จบปีสี่ 
และพูดถี่ขึ้น เมื่อต้องทำสารนิพนธ์ ทำเรื่องจบ และได้จบจริงๆ
ประโยคข้างต้นถูกพูดบ่อย แต่รู้สึกทุกครั้ง 
แต่มันรู้สึกถึงอารมณ์ของประโยค และเป็นจริงทันที่ในวันที่ 1 มีนาคม 2556
วันที่พวกเราเข้าไปส่งสารนิพนธ์ในภาควิชา
 
"จบแล้วโยยยยยย!!!"
อารมณ์ดีใจเข้ามาหาก่อนอย่างแรก ดีใจที่หมดสิ้นแล้วซึ่งภาระหนักหน่วงอย่างสารนิพนธ์
ที่ใช้เวลาอยู่กับมันทั้งวันทั้งคืน ประหนึ่งคู่สามีภรรยาที่เพิ่งแต่งงานกันใหม่ๆ
พอส่งเสร็จ ความรู้สึกเหมือนหย่าขาดจากสามีที่หมดรักแล้ว..เป็นไท!!!!
ดีใจ..ที่เรียนจบ 
 
เรียนจบ - แยกย้าย
เพื่อนทุกคนมีทางต้องเดินเป็นของตัวเอง
เราเข้าใจดีมากๆ เราทำงานตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ โชคดีจบมาได้ทำงานต่อเลย
เพื่อนบางคนหางานตามที่ชอบ
บางคนยังไม่ทำงานทันที พักก่อน
บางคนเลือกจะเรียนต่อ
บางคนเลือกจะไปหาประสบการณ์ใหม่ๆ ในที่ใหม่ๆ 
 
อาร์ม เป็นเด็กผู้หญิงตัวเล็ก ที่เลือกทำในข้อสุดท้าย
เราในฐานะเพื่อนในกลุ่ม ยินดีด้วยอยู่แล้วไม่ว่าเพื่อนจะเลือกข้อไหนก็ตาม
ด้วยความที่เป็นรูมเมทกัน เราจะเห็นอาร์มเตรียมตัวกับการไปอเมริกาครั้งนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม
สมัครเข้าโครงการ สัมภาษณ์ ทำวีซ่า จนกระทั่งเตรียมข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ 
อาร์มจะทวิตจำนวนวันที่ตัวเองเหลืออยู่ในเมืองไทยก่อนจะบิน
เราเห็นอาร์มทวิตตั้งแต่ 66 days, 59 days, 51 days เราไม่รู้สึกอะไรเลย โหว อีกนาน
จนมารู้สึกอีกที "11 days leave"
 
เห้ย อีกอาทิตย์กว่าๆแล้วหรอวะ? 
แค่คิด ไม่อยากพูด แต่มันรู้สึก ใจหายๆ
 
จนกระทั่งเสาร์ที่ 2 มีนาคม 2556 
เราเข้าห้องมา เจอกองกระเป๋าของใช้ของอาร์มกองรวมอยู่กองใหญ่
อาร์มกำลังขนของกลับบ้าน
----------------------------------------------- ใ จ ห า ย
ทำไมมันไวจังวะเพื่อน?
 
 
เราอยู่คนเดียวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
โอเค เฉยๆ chill chill ดีออก อยู่คนเดียว สบายดี
ดี..ตู้เสื้อผ้าใส่เสื้อผ้าได้เต็มที่ ราวตากผ้าไม่ต้องแบ่งใคร ไม้แขวนที่ใช้เหลือๆเลย
ไม่มีใครนอนเบียด เปิดแอร์ได้นานขึ้นไม่มีใครเป็นภูมิแพ้ น้ำมูกไหล
ห้องน้ำไม่ต้องแย่งใคร ปลั๊กไฟมีที่เสียบเหลือๆ ขนมไม่ต้องแบ่งใครกิน ฯลฯ
ข้ออ้างต่างๆ ที่สรรหามาบอกให้ตัวเองรู้สึกโอเค อยู่คนเดียวได้ ไม่เหงา
 
แต่ยิ่ง ณ วันนี้ 12 มีนาคม 2556 
เวลา 21.00 น. อาร์มคงกำลังออกจากบ้านตรงไปสุวรรณภูมิ
อาร์มกำลังจะบินคืนนี้
เรารู้สึกเคว้งๆ
 
เราไม่ได้ไปส่งด้วยข้อจำกัดเรื่องระยะทางและเวลา
เลยมานั่งเขียนเอนทรี่นี้ขึ้นมา
เราว่าอาร์มคงยังไม่ได้อ่านหรอก อาร์มต้องวุ่นอยู่กับการเตรียมตัว และอยู่กับครอบครัว
อย่าร้องไห้นะ (นี่บอกอาร์มหรือบอกตัวเอง)
แต่ถ้าได้อ่านเมื่อไหร่ ก็ให้รู้ไว้
ว่าดีใจที่ได้เป็นเพื่อน และมาสนิทกัน ขอบคุณทุกๆอย่าง ที่คอยช่วยเหลือเรื่องเรียนจนเราเรียนจบพร้อมเพื่อนๆ
ทุกอย่างพูดไปหมดแล้วในโทรศัพท์วันนั้น จะจำได้ก็ดี จำไม่ได้ก็ดี แต่พูดไปแล้ว ไม่พูดแล้ว
 
เดินทางปลอดภัยนะ!
 
ขอบคุณ
กมลเนตร เรืองศรี
 23:37  12 มีนาคม 2556
เหงามากมาหลายวันแล้ว
 
ภาพถ่ายกำแพงห้องโล่งๆ ขณะก่อนนอนในคืนหนึ่ง ช่วงที่อยู่คนเดียว 
10 มีนาคม 2556
 
 
ป.ล. ไม่ใช่ว่าไม่คิดถึงเพื่อนคนอื่นนะ 
แต่อาจเป็นเพราะอาร์มเป็นรูมเมทที่ผูกพัน
การจากกันในครั้งนี้ มันเลยรู้สึกถึงความเหงาที่ปรากฏตัวตนเป็นรูปร่างที่ชัดเจน
 
ป.ล.2 ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวก็หายเหงา มันอยู่กับเราไม่นานหรอก
แกซะอีก เดี๋ยวไปร้องไห้ที่อเมริกาโน่ จะขำให้
555555555555555555555555555555555555 (ขำรอ)


edit @ 12 Mar 2013 22:21:33 by e y e y e

Taxi กทม.

posted on 26 Dec 2012 14:56 by aieyeye
เรื่องที่จะเล่าให้ฟังต่อไปนี้ เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นกับเราเอง 
ก่อนอื่นขอพาทุกท่านนั่งแท็กซี่ ทะเบียน ทล-494 ย้อนเวลาไปกับเราเมื่อสองวันที่แล้ว
 
เราโบกแท็กซี่คันนี้จากช่อง 3 พระราม 4
ไปโรงเรียนสอนดำน้ำแห่งหนึ่ง ในซอยดวงตะวัน ถนนเจริญกรุง
ก็ย่านๆ เยาวราช ซึ่งเป็นทางที่ไม่ถนัดทั้งของเราและพี่แท็กซี่คนนี้
แต่พี่แท็กซี่ก็ตอบตกลง..ไป
 
ระหว่างทาง รถติด เราก็อธิบายทางตามแผนที่ที่มีอยู่ในโทรศัพท์
แล้วโทรศัพท์เจ้ากรรมก็ดันมีปัญหา โทรไปไม่ได้ยิน รับก็ไม่ได้ยินเป็นไรไม่รู้
น่าเซ็งไหม?
 
อธิบายทางไปเรื่อยๆ พี่แท็กก็พูดว่า "เอ่อ จะเป็นอะไรไหมครับ ถ้าจะให้เขียนแผนที่คร่าวๆให้หน่อยว่าต้องผ่านอะไรบ้าง วงเวียนตรงไหน ยังไง เผื่อจะดูว่าไปทางไหน จะไวที่สุด"
พี่แท็กพูดพลางค้นๆ เอาสมุดจดและปากกาข้างๆลำตัวมาให้เรา
"ได้ค่ะ" เรารับมาแล้ววาดคร่าวๆ พอให้ดูออก
 
.
.
.
.
.
.
.
 
หลับไปตอนไหนไม่รู้
ตื่นมาอีกที
 
เราก็เห็นตึกแถวเก่าๆ ที่มีตัวอักษรจีนเยอะแยะ หรือไม่ก็ตัวอักษรไทยแต่เขียนเป็นภาษาจีน
"พี่คะ แถวนี้เค้าเรียกว่าอะไรหรอคะ?"
"อ้อ แถวนี้คือถนนเจริญกรุงครับ"
"คนจีนเยอะจังเลยนะคะ เขาขยันอ่ะ เป็นเถ้าแก่กันหมดแล้ว "
"ครับ เขามากันแบบเสื่อผืนหมอนใบหนะครับ จริงๆผมก็มีเชื้อจีนนะครับ ครอบครัวผมคนจีน แล้วจริงๆผมก็ไม่ได้ขับแท็กซี่ด้วย"
".."
"ผมเป็น engineer มา 17 ปี อยู่ที่นิคมอุตสาหกรรม แต่พอน้ำท่วมกรุงเทพครั้งล่าสุด เขาก็เลย์ออฟคนงาน"
"..ชีวิตคนเราก็อย่างนี้เนอะพี่เนอะ ไม่มีทางรู้เลยว่าวันข้างหน้าจะเป็นยังไง.."
 
บทสนทนาง่ายๆที่พอให้รู้จักพี่แท็กซี่เพิ่มมาอีกนิด เกิดขึ้นระหว่างที่เราหลง หาซอยที่จะไปไม่เจอ
"เดี๋ยวผมขอลงไปถามทางกับคนแถวนี้ก่อนนะครับ ขออนุญาตนะครับ"
"หูยพี่ เอาเลยค่ะ ขอบคุณมากๆ เลยค่ะ"
 
 
 
"เขาบอกเข้าทางซอยนี้ครับ"
เลี้ยวรถเข้าซอย
ถ้าใครเคยไปแถวๆย่านเจริญกรุง คุณจะรู้ว่าทางจำโคตรยาก ซอยก็เล็ก แคบ หลงง่ายมาก
เข้าซอยนู่น ออกตรอกนี้ งงทั้งเราทั้งพี่แท็ก
 
ขับผ่านอู่รถที่มีเถ้าแก่นั่งอยู่คนหนึ่ง
พี่แท็กซี่ก็ถามทางอีกจนรู้ทาง
และก็พูดประโยคนึง โดนใจเรามาก
"ลุยไปด้วยกันเนอะ (ปนขำ) ผมไม่เคยมาเลย ถือเป็นอีกหนึ่งทางที่ได้เรียนรู้เพิ่มนะ"
"ลุยเลยพี่ สู้ๆ คนไทยด้วยกัน หนูว่าเจ๋งดีนะ ช่วยเหลือกัน"
 
จนสุดท้าย พี่แท็กพาเรามาถึงที่หมาย ซึ่งก็ดูไม่ออกเลยว่านี่คือ โรงเรียนสอนดำน้ำที่ว่า
แล้วโทรศัพท์เจ้ากรรมก็ทำให้เราติดต่อผู้จัดการไม่ได้จนต้องคุยกันแต่ในวอทแอป
 
"ถ้าไม่รังเกียจ ยืมโทรศัพท์ผมก็ได้นะครับ พอใช้ได้ไหม?"
"ขอบคุณมากนะคะ แต่ไม่เป็นไรพี่ เขาตอบมาแล้วค่ะ ที่นี่แหละ"
 
เราขอบคุณเขาและจ่ายตังค์ไป 
และเหมือนเดิม ถ้าเราถูกชะตากับแท็กซี่คันไหน
เราจะไม่รับเงินถอน พร้อมกับ "โชคดีนะคะพี่ ขอบคุณมาก :) "
 
 
 
....................................................................................................................
เรื่องนี้ดูยาวนะ แล้วเล่าแบบตรงๆเลย เล่าจากเหตุการณ์วันนั้นจริงๆ 
และเราก็กำลังจะบอกอย่างตรงๆ ถึงสิ่งที่เราได้จากเหตุการณ์นั้น
 
1.ชีวิตคนเราไม่มีทางรู้เลย ว่าอนาคตจะเกิดอะไรขึ้น 
ใครจะรู้ว่าเป็นวิศวกรมา 17 ปี วันหนึ่งจะโดนเลย์ออฟออกไป
ต้องเคว้ง แต่ก็ต้องทำงานต่อไป เพื่อหาเลี้ยงตัวเองและครอบครัว
การขับแท็กซี่ เป็นอาชีพที่อยู่ในตัวเลือกขณะไม่มีงาน
แต่จะมีวิศวกรกี่คนที่ยอมทำ
ซึ่งอันที่จริงการขับแท็กซี่ไม่ใช่เรื่องผิด เป็นอาชีพที่มีเกียรติไม่แพ้วิศวกร
แต่ก็ด้วยความที่จบวิศวกรรมศาสตร์มาเนี่ยแหละ
ที่อาจจะทำให้ไม่อยากเป็นคนขับแท็กซี่
 
 
แต่..ก็อย่างว่า..
 
 
..ชีวิตมันไม่แน่นอนจริงๆ..
 
 
 
 
2.ไม่ว่าคุณจะประกอบอาชีพอะไรก็ตาม
ขอแค่คุณซื่อสัตย์ จริงใจ และเต็มที่กับมัน
ตั้งใจทำมันออกมาให้ดีที่สุด แล้วมันจะโคตรเจ๋ง
ดูอย่างพี่แท็กคนนี้ เขาไม่เคยไป แต่เขาก็พยายามถามทางอย่างเต็มที่
ที่สำคัญเขาพูดจาดี สุภาพมาก 
รถติดก็ไม่โวยวาย ไม่ถามทางผู้โดยสารอย่างกระโชกโฮกฮาก น่ากลัว
และเขาก็ทำให้เรารู้สึกชื่นชม รู้สึกว่าคุณเจ๋งมาก 
คุณเป็นพี่แท็กซี่ที่โคตร cool
 
เราอยากให้แท็กซี่เมืองไทยเป็นอย่างนี้ :)
 
 
ปล. เราเป็นคนที่โชคดีมาก ที่เจอแท็กซี่ดีๆในเปอร์เซ็นต์ที่มากกว่าแท็กซี่ที่ไม่ดี
ปล.2 วันนั้นรถติด ผู้จัดการมารับไม่ทัน เลยนัดเจอกันที่โลเคชั่นเลย
และ ปล.3 เราหวังว่าคุณจะได้อะไรไม่มาก็นน้อยจากเอนทรี่นี้ ถ้าได้อะไรช่วยคอมเม้นต์ทิ้งไว้หน่อยได้ไหม? เราจะกลับมาอ่าน และถ้าคุณชอบหรือเห็นว่าอยากให้คนอื่นได้อ่านบ้าง จะแชร์ต่อ ก็ไม่ว่ากัน
 
ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้ :)
 
 
 
 
 
 
ภาพนี้คือเราแอบถ่ายตอนพี่เขาลงไปถามทาง ถามหลายคนมาก กว่าจะได้คำตอบ ขอบคุณมากจริงๆค่ะ :)

edit @ 26 Dec 2012 20:55:18 by e y e y e

ฮั่นแหน่ะ รออ่านเอนทรี่เราใช่เปล่าละ?
ไม่ต้องรอแล้วนะ เอามาเสิร์ฟถึงที่แล้ว
ขอโทษที่ให้รอนะคะ
จริงๆ เราอยากเขียนเอนทรีตั้งแต่วันสองวันแรกที่ไปปฏิบัติธรรมเลย
แต่ถ้าไม่ปล่อยให้ความคิดตกตะกอน เราเขียนไม่ได้จริงๆ 
 
คุณรู้ไหม? ว่าคอมเม้นของคุณว่าอยากอ่านเอนทรี่ รอเอนทรี่ของเรา
มันเป็นเหมือนก้อนสารส้ม ที่คอยแกว่งๆๆความคิดดิบๆขุ่นๆ ของเราให้ตกตะกอน
และแล้ว วันนี้ก็มาถึง...
 
ตัวอักษรต่อไปนี้ที่คุณจะได้อ่าน มันผ่านกระบวนการแกว่งๆๆ
มาแล้วค่ะ.. (:
 
หลายคนอาจจะเดาๆว่าเอนทรี่นี้ต้องเกี่ยวกับเรื่องปฏิบัติธรรม
ฮะฮะ ตอนแรกเราอยากอัพมาก แต่มันคงยาวววววววววว มากจน ว.แหวน หมดโลกแน่ๆ
การปฏิบัติธรรมดีมากจริงๆ แต่เราขออนุญาตอัพเป็นคำพูดสั้นๆ เกี่ยวกับสิ่งที่เราได้จากการปฏิบัติธรรม
ประกอบภาพถ่ายตามโอกาสละกัน (ลงใน ig)
เอนทรี่คงไม่สามารถอัพได้หมด 
 
แต่ก่อนที่จะนำเข้าเอนทรี่วันนี้ เราขอยิ้มก่อน :))))) ยิ้มไปเลยห้าชั้น
เพราะวันนี้เราอารมณ์ดีมากๆ 
ทั้งที่มีเรื่องแย่ๆ หดหู่ใจอยู่บ้าง
แต่คุณรู้ไหม ว่าวันที่เราคิดว่าเราแย่ เราไม่ได้แย่จริงๆ หรอก 
"ใจ" เราต่างหาก ที่เป็นพาหนะนำพาความเครียด ความทุกข์มาบุกจิตของเรา
 
ลองมองออกไปรอบๆ มองไปที่อื่น ละสายตาจากปัญหาที่เป็นที่มีอยู่ตอนนี้
เฮ้ยยยยย!! มันโคตรโอเค แจ๋วเลย แจ่มมาก 
 
ขอแนะนำหนึ่งโปรแกรมดีๆ นอกเหนือจากการดูหนัง เดินห้าง (ซึ่งเปลืองตังค์มาก)
ในฐานะที่เราเป็นประชาชนคนไทย
มีรถเมล์ไทยให้นั่งในราคาไม่แพง (รถเมล์ นะคะ ไม่ใช่ รถเมย์ เขียนให้ถูกเนอะคนเก่ง ^^)
เราตั้งชื่อโปรแกรมนี้เก๋ๆ ว่า "รถเมล์ต่อรถเมล์"
 
คือเราโดยสารรถเมล์ไทย ราคาไม่แพง 
ถ้าเป็นตอนกลางวันแนะนำรถปรับอากาศ
ขึ้นจากป้ายรถเมล์ นั่งมันไปเรื่อยๆ อยากลงที่ไหนก็ลง
แน่นอนว่าเรามีโทรศัพท์มือถือ ที่ถ่ายรูปได้
ใครใคร่พกกล้องก็พก (แต่ระวังด้วยนะ โจรมันแยะ)
ใครไม่ชอบถ่ายรูป อาจจะพกสมุดจดกับปากกาดินสอสักแท่งสักด้าม
มันคือเพื่อนร่วมทางที่โคตรเจ๋ง
 
บางคนชอบถ่ายภาพ ก็เก็บความทรงจำระหว่างทางเป็นภาพถ่าย
บางคนชอบเขียน ก็เก็บความทรงจำระหว่างทางเป็นตัวอักษรที่นอนเบียดกันในกระดาษ
 
มันคือความสุข ที่ต่อให้คุณมีเงินเยอะแยะ  ก็ซื้อไม่ได้ 
เพราะมันคือความสุขที่ราคาไม่แพงเลย 
แต่ก็อย่างว่า ความสุขใดใด มันไม่ถาวร
เช่นกัน ความสุขตรงนี้ก็ไม่ถาวร ไม่ยาวนาน
แต่มันก็ทำให้คุณคลายจากทุกข์ จากความเครียดที่มี ไม่มากก็น้อย
 
บางคนได้พบทางแก้ปัญหา กลับไปจัดการกับปัญหาอย่างมีสติ
เพราะได้ปล่อยให้ใจได้พัก ได้คิด ได้ทบทวน
ผ่านสิ่งต่างๆ ที่พบเห็นระหว่างทาง..
 
ป้ายรถเมล์
บนรถเมล์
ผู้คน
คนขับรถเมล์
กระเป๋ารถเมล์
ข้อความต่างๆหลังเบาะรถเมล์
ร้านส้มตำข้างทาง
คนขายผลไม้
คนขายลูกชิ้นปิ้ง
ทางเดิน ฟุตบาท
อาคารเก่าแก่
บ้านเรือน
 
แม้กระทั่ง
ตัวคุณเอง..ที่คุณมองข้ามเสียงข้างในของเขาไป
อยู่ว่างๆ ก็ลองนั่งคุยกับเขาดูบ้าง เป็นห่วงเขาหน่อย ใส่ใจเขาหน่อย 
เพราะเขาคือคนที่รักคุณมากที่สุด
 
.......สิ่งเหล่านี้ คนเหล่านี้ ที่กล่าวมาและที่ไม่ได้กล่าวมา
อาจจะมีความสุขซ่อนอยู่.. ลองมองหานะ ราคาไม่แพง :)
 
 
ปล. เราไม่ได้งกนะ แค่รู้จักคุณค่าของเงิน
ลองทำงานหาเงินสิ จะรู้ว่าไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้เงินแต่ละบาท
อย่าใช้เงินอย่างไม่คิดนะ วัยรุ่นไทย :)
 
 
ขอบคุณที่อ่านอีกแล้ว ฮาาาาาาา 
 
กมลเนตร
 

edit @ 3 Nov 2012 22:28:46 by e y e y e

ขณะที่เดินผ่านตลาด
เราหยุด
มอง 
เพื่อนถาม หยุดดูอะไรวะ?
 
.  .  .
 
ชีวิตเราคนเกิดมาไม่เหมื่อนกัน
ต่างคน ต่างกรรม ต่างชีวิต
 
บางครั้งเราท้อแท้ และโคตรเหน็ดเหนื่อยจากงาน จากคน จากทุกๆสิ่ง
อยากทิ้งทุกอย่าง อยากหายไป อยากตาย..
เราพูดจริง เราเคยคิด 
มันมีนะช่วงที่แย่ๆ เราเชื่อว่าทุกคนมี เคยเป็น เคยรู้สึก..
มันเป็นอาการที่บอกไม่ถูก ถ้าเคยเป็นจะรู้เอง
 
แต่เรามันอ่อนไง กล้าคิดแต่ไม่กล้าทำ
หลายๆคน บอกไว้ว่า กล้าคิดก็ต้องกล้าลงมือทำ
แต่เราขออนุญาตเว้นไว้บางเรื่องนะ
อย่างเรื่องอยากตาย..อย่างนี้ เป็นต้น
ถ้าถึงเวลาที่มันจะตาย มันก็ตายเองแหละ
ไม่วาย เดี๋ยวตอนใกล้ตายจะอยากอยู่ เกิดรู้สึกเสียดายชีวิตไม่รู้ด้วย..
 
พูดได้เต็มปาก เพราะวันนี้ผ่านเรื่องแย่ๆ มาแล้วไม่รู้กี่เรื่อง
อยากตายมาแล้วไม่รู้กี่ครั้ง
แต่ก็ไม่กล้าทำอะไรให้เซลล์ในร่างกายต้องกระทบกระเทือน
กลัวเลือดไหลติ๋งๆ ยี๋ จะเป็นลม
แค่คิดเรื่องกลัวตาย เรื่องบาปกรรม ให้มาก
และคิดถึงเรื่องแย่ๆ ที่เรามีให้น้อยๆ
สักพักจะรู้สึกง่วง
สักพักจะหลับ
ไม่เกิน 13 ชั่วโมงจะตื่น
จากนั้น เรื่องแย่ๆ จะเบาลง
แก้ปัญหาได้หรือยังไม่รู้
รู้แต่ว่า มันรู้สึกเบาขึ้น..เท่านี้ บิงโก!!!!
 
ลืมความรู้สึกแย่ๆ น้อยเนื้อต่ำใจของคุณออกพักนึง
ตัดภาพมาที่ชายชราแก่ๆ อายุราวๆ 60-65 ปีคนหนึ่ง
เดินหลังค่อมเข็นรถเข็น ที่มีเข่งบรรจุของมากมาย
ดูไม่ถนัดว่าเป็นของที่ใช้ได้หรือขยะที่คนทิ้งแล้ว
แต่สันนิษฐานได้ว่าชายคนนั้นเก็บของเก่าขาย
ท่าทางเขาเหนื่อย..
เราสังเกตได้จากแววตา และเส้นเลือดที่ปูดขึ้นบนแขนที่ออกแรงเข็นรถเข็นที่ตกร่อง
ไม่ถึง 5 วินาที ล้อรถเข็นก็ขึ้นมาจากร่องนั้นได้
 
"คนลำบากกว่าเรายังมีอีกเยอะ เยอะมาก 
เรื่องบางเรื่องที่เรากลุ้มใจ เครียด กดดัน บางครั้งถึงกับอยากตาย
ทั้งๆที่มีสิ่งดีๆหลายอย่าง 
มีข้าวให้กินอิ่ม มีที่นอนให้นอนหลับ มีเสื้อผ้าให้ใส่
มีอวัยวะครบ 32 มีโอกาส มีการศึกษา มีทางเลือก
มีทางที่สามารถหาความสุขได้
แต่กลับเปิดประตูต้อนรับความทุกข์ให้เดินเข้ามาให้ชีวิตอย่างเชื้อเชิญ
มิหนำซ้ำ ยังให้มันอยู่ซะนาน จนครอบงำความคิดและตัวตนเราไปได้"
 
ถ้าเทียบแล้วเรายังโชคดีกว่าหลายๆ คนบนโลกนี้นะ
อย่างน้อยก็ชายชราหลังค่อมคนนั้น
คนที่เราเจอมา
ขณะที่เดินผ่านตลาด
เราหยุด
มอง 
เพื่อนถาม หยุดดูอะไรวะ?
 
.  .  .
 
 
 
 
 
ขอบคุณที่อ่านมาถึงตรงนี้
อยากบอกว่าเป็นกำลังใจให้สำหรับใครที่เจอเรื่องแย่ๆ
อย่างเพิ่งอยากตาย
อยู่ต่อเถอะ
อย่างน้อย ก็อยู่เพื่อรออ่านเอนทรี่ของเราก็ยังดี
เอนทรี่ต่อไปของเรา ยังต้องการสายตาคู่นั้นของคุณ
:)
 
 
 
สวัสดีค่ะ
กมลเนตร
9/10/2555
สองทุ่ม ยังไม่ครึ่ง


edit @ 9 Oct 2012 20:18:47 by e y e y e

ฝนตก ผ้าไม่เปียก

posted on 17 Jul 2012 21:50 by aieyeye
ถ้าคุณกำลังอ่านข้อความนี้อยู่
นั่นหมายความว่า คุณได้ค่อยๆเปิดประตูหัวใจของคุณ
เพื่อให้ตัวอักษรของเรา เดินทางผ่านสายตา ไปยังหัวใจคุณแล้วนะ :)
ขอบคุณนะคะ :)
 
วันนี้ วันที่ 17/7/55
จะว่าไปก็ไวมากกกกกกกกกกกก
เพิ่งฉลองปีใหม่มาไม่นานนะ ความรู้สึกเรา 
แปบๆ กลางปี ต้องยื่นภาษีอีกแล้วหรอนี่?
 
วันนี้ฝนตกค่ะ ตกหนักมากกกกก
เราออกไปข้างนอกด้วย 
กลุ้มใจเบาๆ เพิ่งซักนะ ทำใจไว้แล้วละ ว่าพรุ่งนี้ต้องซักใหม่แน่ๆ
แต่พอกลับมา
เฮ้ยยยยยยย!!! คุณพระ ไม่เปียกเหวยยยยย ดีใจ ฮ่าๆ 
จะบอกเพื่อ? 
เอ้อ ก็ดีใจอ่ะ อยากอวด หึหึหึ
 
ไม่หรอก 
แต่ก็เป็นมุมมองเล็กๆที่อยากนำเสนอ
ว่าบางที ก็ไม่ต้องไม่เครียด ไปวิตกอะไรไปก่อนล่วงหน้า
หลายๆครั้งที่คนเราคิดไปก่อนล่วงหน้า เครียด ปวดหัวไปก่อน
สุดท้าย ไม่มีอะไรนิ่หว่า??? คิดไปไกลทำไม
 
และไม่ใช่ใครที่ไหน...เราเอาแหละจ้ะ กมลเนตรเองจ้ะ
ผู้ชนะในสนามแข่ง "ใครคิดมากกว่ากัน คนนั้นชนะ??!!!"
เฮ้อออออ ใช้ชีวิตแบบนี้บ่อยๆ ก็เครียดนะท่าน พักไหม??
 
 
เออออออ พัก!!! (ตัดสินใจมาไม่นานนี้เอง พัก พัก พัก)
คิดน้อย มันก็ไม่เลวนะเฟร้ยยยยย เจ๋งๆ ซื้อๆ
ขอคิดน้อยๆก่อนนะ...
 
 
จนเป็นที่มาวันนี้...
"ช่างแม่งงงงง!!!"
ฝนตก ผ้าเปียก เก็บไม่ทัน ก็ซักใหม่ ไม่เห็นเป็นไรเลย...
แต่เหยยยยยยยย วันไหนโชคเข้าข้าง โชคดีหน่อยก็เป็นแบบวันนี้
ฝนตก ไม่ได้เก็บผ้า แต่กลับมา ผ้าไม่เปียกหว่ะเหยยยยยยยย ดีใจ :)))
 
 
 
ขออภัยหากบางคำไม่สุภาพ 
แต่ขอบอกว่า มันใช้ได้ดีมาก ในวันที่คุณเครียดจนหัวจะระเบิด
เลือกเอานะ ว่าอะไรควรเก็บ ควรจำ ควรใส่ใจ หรือตัดมันทิ้งไป 
ปัญหาเข้ามาเหอะ เพราะฉันมีวิธีรับมือและต่อสู้กับแกไปทีละกระเปาะ โฮะๆๆ
 
เพราะเราเชื่อว่าคนไทยมีความคิด และเป็นความคิดที่เจ๋งด้วย สู้โว้ยยยยยยยย!!!!!
 
 
ด้วยรักและคิดถึง
กมลเนตร 
ในวันฝนตกหนัก เก็บผ้าไม่ทัน แต่ผ้าไม่เปียก

 

edit @ 17 Jul 2012 22:16:45 by e y e y e

สิ่งสำคัญ คนสำคัญ

posted on 18 Feb 2012 17:54 by aieyeye
ควันหลง หลงควัน วันวาเลนไทน์
สวัสดีทุกคนที่กำลังเริ่มอ่านค่ะ
 
เรากลับมาอีกครั้งพร้อมกับหัวใจที่เปี่ยมล้นไปด้วยความสุข
ช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่เรามีความสุขมากๆ 
ถึงแม้ว่าจะเรียนหนัก ทำงานหนัก และไม่ได้กลับบ้านเลย
คิดถึงพ่อแม่ทุกวัน 
 
แต่ทำไมเราถึงกล้าบอกว่าเรามีความสุข
ก็เพราะว่าเราเลือกที่จะมองมันในมุมที่ทำให้เกิดความสุขนะสิ 
เราคิดว่าการที่เราออกมาอยู่หอ มาเรียน มาทำงานตรงนี้
เราโตขึ้นนะ และเราก็ได้รู้แล้วว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา พ่อกับแม่เป็นบุคคลที่เรานึกถึงมากแค่ไหน
 
เอาล่ะ เอาเป็นว่าตอนนี้เรามีความสุข
สุขกับการคิดถึงการเรียน,, 
ยังไงหรอ ? ก็พอเรามาทำงาน ไปถ่ายละคร เราไม่ค่อยมีเวลาไปเรียนเลย 
พอคิวไหนเราว่าง ไม่มีถ่ายละคร เราจะเข้าไปเรียนทันที 
ชดเชยในส่วนที่หายไป
 
สุขกับการได้เจอเพื่อน,,
เหตุผลเหมือนกับย่อหน้าที่แล้ว
พอไม่ได้เข้าเรียน ก็ไม่เจอเพื่อน
พอวันไหนว่าง ได้เข้าไปเรียน ได้เจอเพื่อน
นั่นเป็นช่วงเวลาที่่มีความสุขมากเลยนะ  :)
 
สุขกับการได้เจอหน้าพ่อกับแม่
เหตุผลเหมือนย่อหน้าที่แล้ว
พอทำงานหนัก เรียนหนัก ไม่ได้กลับบ้าน ก็ไม่ได้เจอหน้าพ่อแม่
พอวันไหนว่างจากเรียน และทำงาน กลับบ้าน
ได้เจอหน้าพ่อแม่ 
นั่นเป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากเลยนะ :)
 
เรากำลังจะบอกว่า
บางครั้ง บางสิ่ง บางอย่าง บางสถานที่..บางคน
ถ้าเราต้องอยู่กับสิ่งนั้นตลอดเวลา
เราจะมองไม่เห็นค่าของการมีสิ่งนั้นอยู่
 
ย้อนกลับไป หากเราไม่มีงานทำ ไม่มีคิวละคร
เราต้องไปเรียน เราคงเบื่อ เบื่อการเรียน เบื่อ ไม่อยากไปเรียน
เราเจอเพื่อนทุกวัน เจออีกและ โหยยยย เสียงดังวะ จะแย่งกันพูดทำไมวะ
เรากลับบ้าน เจอพ่อกับแม่ทุกวัน
อารมณ์นี้เราเชื่อว่าวัยรุ่นเป็นนะ
"หูยยยยย ไรอ่าแม่ บ่นอีกและ"
"จ้าๆ แปปนะ เดี๋ยวไป งืมๆ(แต่ไม่ขยับเลย)"
"หะ อะไรนะ อ่ออ โอเค (ตอบแบบไม่มีสติจะฟัง เพราะมือกำลังพิมพ์ และตากำลังมองจอคอม) " 
 
เราเคยเป็น
แต่ตอนนี้
เราเห็นค่าของสามสิ่งนี้มาก
ตอนนี้ใช้เวลาทุกวินาทีที่มีเพื่อให้ได้เจอได้อยู่กับสามสิ่งนี้
 
อย่างน้อยก็ต้องขอบคุณ โชคชะตา ที่ทำให้เราได้เดินมาเส้นทางนี้
ได้เหนื่อย ได้เจออะไรมากมาย มันเป็นเครื่องทดสอบกำลังกายและกำลังใจของเรา
และยังทำให้เราเห็นคุณค่าของสามสิ่งใกล้ตัว
ที่เราเองก็เคยมองข้ามความสำคัญ
 
 
สุดท้าย 
เราขอบคุณโชคชะตา
ที่ทำให้เราเกิดมาเป็นคนไทย 
ได้อัพบล็อกให้ผู้อ่านที่น่ารักของเราได้อ่าน
และขอขอบคุณเจ้าของสายตาทุกคู่ ที่อ่านมาถึงประโยคนี้
 
ขอบคุณนะคะ :)
 
ปล.และหลังจากได้เข้ามาทำงานตรงนี้
เราพบว่าเราเจออีกหนึ่งสิ่งที่มีค่า
นั่นคือ กำลังใจ จากทุกคน :)

คิดถึง..ตัวใหญ่ๆ

posted on 09 Dec 2011 13:45 by aieyeye
กลับมาเคาะคีย์บอร์ดอีกครั้ง หลังจากห่างหายไปนาน..
คิดถึงตีย์บอร์ด..คิดถึงบล็อก..คิดถึงคนอ่านบล็อก :D
 
เริ่มต้นเอนทรี่ ด้วยความคิดถึง..เพราะกำลังตกอยู่ในห้วงอารมณ์และความรู้สึกนี้..
"คิดถึง" เป็นอีกหนึ่งในหลายๆคำ ที่เราจะไม่เอ่ยหรือพิมพ์ออกไป..หากไม่รู้สึกจริง..
ดังนั้น ขอให้ผู้อ่านทุกคนมั่นใจได้ว่า..
ตัวอักษรตั้งแต่ตัวแรก..มาถึงตัวนี้..และไปจนถึงตัวสุดท้าย..
มันวิ่งออกมาจากใจเรา โดยวิ่งแข่งกันระหว่างความคิดถึง..กับความจริงใจ :D
 
ในชีวิตที่ผ่านมา เราเหมือนจะคุ้นชินและไม่รู้สึกอะไร..กับคำว่า..คิดถึง..
เพราะเรารู้สึกมาตลอดว่า คำว่า..คิดถึง..เป็นคำเบสิก ที่คนใช้พูดกัน
ใช้กันเยอะมาก มากจนเราไม่รู้ว่า เขาหรือเธอเหล่านั้นรู้สึกจริงๆ หรือเปล่า
ยิ่งได้เห็นคนเขาเม้นกัน สมัยก่อนยังเป็น Hi5 คนเม้นกันเยอะมาก
เม้นเพราะคิดถึงจริงๆ..หรือเม้นเพราะ ไม่รู้ว่าจะเม้นว่าอะไร??
เราไม่รู้..เพราะ..เราไม่คิดถึง...
ใช่..เราไม่เคยคิดถึงใครเลย เท่าที่เราจำความได้
แต่เรารู้จักคำว่าคิดถึงมาตั้งแต่เด็กๆ แต่ไม่เคยรู้สึกกับมันจริงๆ
จนเมื่อ เราโตขึ้นมา เราเริ่ม.."คิดถึง" เป็น..
 
คิดถึง..คนที่ห่างกันไป จากกันไป ไม่ได้เจอกัน..
"เพื่อน" ใช่.. เราเริ่มคิดถึงเพื่อน..
เพื่อนสมัยประถม จะถูกเราคิดถึง เมื่อเราอยู่มัธยม
เพื่อนสมัยมัธยม จะถูกเราคิดถึง เมื่อเราอยู่มหาลัย..
 
แล้ว..พ่อแม่..ละ?? เราคิดถึงเขาตอนไหน??
 
พ่อแม่..คือคนที่เราอยู่ด้วยตลอดเวลา เราอยู่บ้านเดียวกับเขา
นั่นอาจทำให้เรา "คิดถึง" เขาน้อยที่สุดก็เป็นได้..
และมันก็เป็นอย่างนั้น........
 
จนกระทั่ง..เมื่อต้นเดือนพฤศจิกาที่ผ่านมา (5 พฤศจิกายน 2554)
เราต้องออกจากบ้านไปเพราะเราต้องไปอยู่บ้านพี่ที่ดูแลเรา
เขาคอยจัดการเรื่องการเดินทางไปเรียนแอคติ้ง และถ่ายละครให้เรา
และเป็นช่วงเวลาที่น้ำท่วมบ้านเราพอดี
จากเดิมที่คิดไว้ว่าจะพักบ้านพี่เขา 1 อาทิตย์..มันกลายเป็น 1 เดือนเต็ม..
 
เรากลับมาอีกที คือวันที่ 5 ธันวาคม 2554
กลับมาพร้อม..ความคิดถึง..ขนาดใหญ่เท่าตัวของพ่อกับแม่
"..เราคิดถึง..พ่อกับแม่..มาก.."
คิดถึงมาก..มากอย่างที่ไม่เคยคิดถึงใครมาก่อน..
เราไม่เคยคิดถึงพ่อแม่เลย..ตอนที่อยู่ด้วยกัน
ตามอารมณ์ ตามประสาของวัยรุ่น..
ยอมรับ..ว่าเคยมีรำคาญ หรือ หงุดหงิดพ่อกับแม่..ในบางครั้ง
 
แต่ความรู้สึกคิดถึง..มันไหลออกมา ค่อยๆออกมา
และออกมามากที่สุด ณ วินาทีที่พ่อเดินออกมารับเรา ช่วยถือกระเป๋าให้เรา
เราเดินข้างๆพ่อ ที่ถือกระเป๋าและสัมภาระของเรามากมายเต็มสองมือ
 
"พ่อ หนักไหม? มา หนูช่วยถือ.."
"ไม่หนัก..หนูเดินไปเถอะ พ่อรู้ว่าวันนี้หนูจะกลับ พ่อไปซื้อหอยลายมาให้ พ่อรู้หนูชอบ.."
"อืม...(ปาดน้ำตา) พ่อ..หนูคิดถึงพ่อ..พ่อคิดถึงหนุไหม? พ่อผอมลงไปนะ"
"คิดถึงสิ..ไป แม่รออยู่"
 
บทสนทนาสั้นๆ ระหว่างเรากับพ่อ..เรายังจำได้ถึงตอนนี้..
และเราก็จำความรู้สึกตอนนั้นได้อย่างดี...
 
ความรู้สึกตอนนั้นเป็นตัวขับเคลื่อนความรู้สึกตอนนี้..
ความรู้สึก..คิดถึง..
มันกำลังวิ่งกระจายและขยายไปทั่วหน้าจอคอมพิวเตอร์ของคุณ
 
และคุณกำลังได้รับ..ความคิดถึง..จากเรา
 
...
...
...
 
คิดถึง..
eyeye. <3
9/12/54
 
 
 
 
ปล.หนึ่งเดือนเต็มที่หายไป เราได้รู้ว่าเรารักใคร และใครรักเรามากที่สุด
และคนสองคนนั้น สมควรอย่างยิ่ง..ที่จะได้รับคำว่า.."คิดถึง" จากเรา
 
 

I'm sorry

posted on 16 May 2011 19:07 by aieyeye
นี่คือ เรื่องราวความรักของผมครับ
 
พ่อผมเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เมื่อปี 2535 ขณะที่พ่ออายุ 53 ปี
ตอนนั้น ผมเรียนอยู่ชั้น ม.4 โตเพียงพอที่จะเป็นผู้ใหญ่แล้ว
ผมเป็นลูกคนกลาง แต่เป็นลูกชายคนโต เพราะจากพี่น้อง 3 คน ผมมีพี่สาวและน้องชาย
ผมควรจะดูแลครอบครัวเมื่อพ่อเสียไป  แต่ตอนนั้นผมคิดว่าผมยังเด็กเกินไป
แปลก ดีครับ เมื่อเวลาหลังจากที่พ่อจากไป  มันผ่านไปเรื่อยๆ เป็นวัน เป็นอาทิตย์ เป็นเดือน เป็นปี  ผมกลับยิ่งรู้สึกผิด เสียดายและเสียใจมากขึ้น
 
พ่อผมเป็นคนไม่หล่อครับ ในสายตาของลูกๆ (โดยเฉพาะผม) พ่อเป็นคนขี้เหร่เลยล่ะ อ้วน เตี้ย หัวล้าน ปากห้อย ชอบผายลมต่อหน้าแขก เวลานั่งกางเกงจะร่นลงมาเห็นร่องก้น เวลาอยู่ต่อหน้าอาจารย์ก็จะชอบเล่าเรื่องตลกๆ สัปดนให้อาจารย์สาวๆและแก่ๆ หัวร่อกันหงายหลัง แต่มันทำให้ผมรู้สึกอายมาก จนผมมักจะถามแม่อยู่บ่อยๆ ว่า แม่มาแต่งงานกับพ่อทำไม พ่อแก่แล้วก็เพี้ยน ทำไมไม่หาพ่อหล่อๆ รวยๆ ที่ดูเป็นผู้ใหญ่ภูมิฐาน ดูดีหน่อย แปลกอีกแล้ว ที่ผมถามแม่บ่อยๆ แต่ผมกลับจำคำตอบของแม่ได้เลือนราง
 
พ่อทำงานต่างจังหวัด จะกลับมาอยู่กับพวกเราก็เสาร์ อาทิตย์ แต่พ่อจะใช้เวลาด้วยการพาผมและพี่น้องไปร้องเพลงใรคาราโอเกะห้องรวม พ่อชอบร้องเพลงมาก ไม่ดื่มเหล้าและไม่สูบบุหรี่  แต่ชอบยุให้พวกเราดื่มไวน์คูลเลอร์ ซึ่งเมาเหลือหลายสำหรับเด็กอายุสิบขวบ
 
นอกจากสอนลูกเรื่องปาร์ตี้แล้ว พ่อยังช่วยเราทำการบ้าน พ่อจะชมผมทุกครั้งที่ผมวาดรูปไปอวด  (พ่อวาดรูปเก่งครับ เคยวาวดรูปวิวลงกระเบื้องขาย) ซึ่งพ่อก็ดูอิ่มเอมใจทุกครั้งที่ผมวาดรุป นอกจากนั้น ทุกๆปิดเทอม พ่อจะพาพวกเรา รวมทั้งแม่และยาย ขับรถไปต่างจังหวัด ทั้งชลบุรี ระยอง จันทบุรี ตราด ไปฝั่งสมุทรสาคร นครปฐม กาญจนบุรี แล้วก็ไปพิษณุโลก ลำปาง เชียงใหม่ เชียงราย เรียกได้ว่า ไอ้พวกจุดท่องเที่ยว ในหนังสือภูมิศาสตร์ที่เคยเรียนมา ผมก็ได้ไปเห็นมาเกือบหมดแล้ว แต่อาจใช้เวลานานหน่อย เพราะพอพ่อง่วง พ่อจะจอดรถข้างทาง
 
ยังไงก็ตาม ผมรู้สึกดื้อนิดๆ กับพ่อ เพราะอาจจะไม่ได้อยู่ด้วยกันทุกวัน ทำให้รู้สึกห่างเหิน อีกอย่างพ่อค่อนข้างเข้มงวดกับเรื่องเรียน และพูดตรง จนบางครั้งมันทำร้านจิตใจ เวลาพ่อโมโห หยิบอะไรได้จะฟาดแรงๆ ที่ขา ผมเคยถูกไม้แขวนเสื้อและเข็มขัดฟาดแรงๆ จนร้องไห้เป็นวันๆ และสาบแช่งด่าทอในใจ ให้พ่อได้รับกรรมอย่างนั้นที่ทำกับลูกที่น่าสงสาร
 
พ่อแก่ลง และทำงานหนักขึ้นครับ  พ่อรับราชการเป็นหัวหน้าหน่วยงาน พ่อเครียดมากขึ้นและเริ่มป่วย  ครั้งแรกหมอบอกพ่อว่าเป็นโรคกระเพาะ ต่อมาบอกเป็นโรคหัวใจ (ซึ่งไม่รู้เกี่ยวกับโรคแรกตรงไหน) พ่อเข้าห้องไอซียูหลายครั้ง แต่ก็ดีขึ้นและออกมาจากโรงพยาบาลมาได้ทุกครั้ง จนครังล่าสุดก่อนพ่อเข้าโรงพยาบาล ผมทะเลาะกับพ่ออย่างรุนแรง ผมผลักพ่อล้มลงบนพื้น เพียงเพราะโกรธที่พ่อด่าผมว่า "โง่"
 
 
 
ครั้งนี้พ่อไม่ได้ออกจากโรงพยาบาลอีกเลย....
 
 
พ่อผมเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ เมื่อปี 2535 ขณะที่พ่ออายุ 53 ปี
ตอนนั้น ผมเรียนอยู่ชั้น ม.4 โตเพียงพอที่จะเป็นผู้ใหญ่แล้ว...แต่ก็ไม่เป็น
ผมเป็นลูกชายคนโต ผมควรจะดูแลครอบครัวเมื่อพ่อเสียไป  แต่ตอนนั้นผมคิดว่าผมยังเด็กเกินไป ไม่แน่ นั่นอาจหมายถึงความคิดงี่เง่าที่ว่า "เด็กไม่จำเป็นต้องคิดอะไร" ซึ่งถือเป็นข้ออ้างที่น่าสมเพชอย่างหนึ่ง
 
เมื่อพ่อยุ่ ผมบอกตัวเองว่าผมไม่รักพ่อเลย พ่อไม่เห็นเหมือนพ่อคนอื่น พ่อตลกเกินไป มีความคิกแปลกๆ บางทีก็ฉุนเฉียว เสียงดัง ชอบแหกปากร้องเพลง อัดเพลงที่ตัวเองร้องไปแจกชาวบ้าน ผมอาย อายเพื่อน..อายที่เราเป็นพ่อลูกกัน
 
จนวันที่พ่อเสีย ผมถึงได้รู้ว่า ผมคิดผิดหมด คิดผิดมาตลอด เพิ่งเข้าใจว่า "ความรัก" คือคำที่เราจะรู้จักมันได้ดี เมื่อเราสูญเสียคนๆนั้นไป
 
มันเป็นประโยคที่เชยมาก แต่จริงมากจนน่าตกใจ..
 
ผมรู้สึกผิดเหลือเกิน ที่เคยคิดว่าพ่อไม่ดี ไม่หล่อ ไม่เท่ ไม่รักเรา ไม่มีเวลาให้ ผิดที่เคยคิด "ไม่รักพ่อ" แม้เพียงแค่วูบเดียว
 
เสียดาย ที่ตอนนี้ผมโตกว่าเดิมมาก แต่กลับไม่มีโอกาสที่จะทำสิ่งที่น่าจะเรียกว่า "ความภูมิใจ" ให้พ่อได้เคยเห็น
 
ผมเสียใจมากขึ้นทุกปี แต่พ่อไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผมรู้สึกผิด และอยากขอโทษพ่อมากแค่ไหน
 
มีสิ่งเดียวที่พ่อจะทำได้ คือเพียรบอกกับเพื่อนๆ และคนใกล้ตัวที่ยังมีพ่อแม่อยุ่พร้อมหน้า และรู้สึกว่า "ทำไมพ่อแม่เราถึงเป็นอย่างนี้นะ ไม่ได้ดั่งใจเลย ไม่เห็นเหมือนพ่อแม่คนอื่น เขาตามใจ เข้าไม่บังคับเรียน เขาให้ใช้เงิน เขาปล่อยไปเที่ยวกลางคืน เขาคุยเรื่องเพสเปิดเผย เขาซิ่ง เขาไม่หัวโบราณ เขาไม่แก่ เขาไม่แย่ เขาเข้าใจ..."
 
ผมจะบอกทุกคนว่า ทำหน้าที่มนุษย์ของตัวเองให้ดีเสียเถิด ก่อนที่จะว่ากล่าวพ่อแม่ของตัวเอง พ่อและแม่เราก็เป็นแค่มนุษย์ปุถุชนธรรมดาๆ ถึงจะไม่สมบูรณ์พร้อมทุกอย่าง และไม่ใช่คนที่ดีที่สุด แต่เขาก็เป็นพ่อแม่เรา ไม่ควรเปรียบเทียบกับใครทั้งสิ่น..
 
ถ้ามองว่า คนมีหน้าที่อะไรบ้าง พ่อกับแม่ ทำให้ลูกเกิดมา ทำงานงกๆ เลี้ยงลูกจนพอจะดูแลตัวเองได้ ก็น่าจะจบสิ้นแล้ว  ที่เหลือคือหน้าที่ของลูกเองล้วนๆ มองกลับกัน เราเองเป็นคนที่สมบูรณ์แค่ไหนกัน ถึงกล้าพอที่จะคิดว่าเขาไม่สมบูรณ์
 
คนที่มีพ่อแม่อยุ่ครบ แต่กลับเฉยชาต่อกัน เกลียดพ่อแม่ตัวเอง จึงน่าเสียดายครับ ที่หากต้องพบชะตากรรมแบบผม แล้วเพิ่งจะรู้สึก..คิดได้..เมื่อเขาจากไป
 
แค่นี้แหละครับง่ายๆ  แต่ผมเพิ่งมาคิดได้..เมื่อไม่มีพ่อให้..แสดงความรัก..อีกแล้ว..
 
ผมคิดถึงเวลาพ่อแสดงสีหน้าชมรูปวาดของผมทุกครั้งที่ผมเอาไปอวด
ผมคิดถึงเวลาที่พ่อร้องเพลง พวกเราดื่มไวน์คูลเลอร์ในคาราโอเกะห้องรวม แล้วพ่อก็ลากลูกๆ เดินเป๋หน้าแดงก่ำออกมา
ผมคิดถึงเวลาผมกับพี่น้องเข้าไปเดินเล่นในโรงเรียนร้างที่ปิดเทอม ตอนที่พ่อจอดรถหลับข้างทาง
ผมคิดถึงแม้กระทั้งกลิ่นหัวล้านของพ่อ ที่เคยรู้สึกว่ามันน่าเกลียด
ผมอยากจะกอดและสูดหายใจเอากลิ่นนั้นเข้าไปให้ชุ่มปอดอีกหลายๆ ครั้ง แต่ก็ไม่มีอีกแล้ว..
มีแต่ความรู้สึกเสียใจ ที่น่าจะอยู่ในใจผม..ไปจนตาย..
มันสาสมดีครับ!!!
 
มีเพลงหนึ่ง ที่บางคนอาจฟังแล้วคิดถึงแฟน แต่สำหรับผม..เพลงนี้เป็นของพ่อคนเดียวเท่านั้น..จริงๆ
 
มีใครบางคนที่ยังเหมือนก่อน
มีคนคนหนึ่งยังคิดถึงและเป็นห่วงเธอ
มีความจำเป็นที่อยากขอให้เธอเข้าใจ
ฉันขอโทษ โปรดจงทบทวนให้ดีอีกครั้ง

อีกครั้งหนึ่ง จากวันนั้นที่ฉันได้ทำผิด
เธอจะคิดถึงฉันบ้างหรือเปล่า

จดจำเวลาที่ผ่านมาได้ไหม จากครั้งที่เรายังชิดใกล้

เธออยู่ในใจเสมอไม่เคย
เปลี่ยนแปลงอะไรไปจากวันนั้นเลย หากถ้าย้อนคืนเวลานั้นมาได้
จะไม่ยอมให้เธอจากไป ฉันยังรักเธอ

ในคืนที่เธอรู้สึกเหงาใจ
มีดาวบางดวงบนท้องฟ้ายังคอยส่องเธอ
มีคนคนหนึ่งที่อยากขอให้เธอเข้าใจ
และยกโทษ และจงทบทวนให้ดีอีกครั้ง

 

และจากวันนี้ฉันจะไม่ทำให้เธอเจ็บช้ำ
ให้โอกาสคนที่พลาดพลั้งได้แก้ไข
จะปล่อยให้รักของฉันและเธอจบลงไม่ได้
อภัยได้ไหม ถ้าใจของเธอยังไม่เปลี่ยนแปลง

อีกครั้ง อีกแค่ครั้งหนึ่ง จากวันนี้ฉันจะไม่ทำผิด
โปรดจงคิดถึงฉันได้ไหมเธอ

จดจำเวลาที่ผ่านมาได้ไหม จากครั้งที่เรายังชิดใกล้
เธออยู่ในใจเสมอไม่เคย
เปลี่ยนแปลงอะไรไปจากวันนั้นเลย หากถ้าย้อนคืนเวลานั้นมาได้
จะไม่ยอมให้เธอจากไป ฉันยัง..
จดจำเวลาที่ผ่านมาแสนนาน จากครั้งที่เรายังชิดใกล้
เธออยู่ในใจเสมอไม่เคย
เปลี่ยนแปลงอะไรไปจากวันนั้นเลย หากถ้าย้อนคืนเวลานั้นมาได้
จะไม่ยอมให้เธอจากไป ฉันยังรักเธอ

 
ถึงแม้มันจะไม่มีครั้ง..แต่พ่ออภัยใหได้อยู่แล้ว ถ้าพ่อได้ยินนะ..
ผมขอโทษ
 
ผมคิดถึงพ่อเหลือเกินครับ
....
แค่พ่อทุกคนบนโลกนี้
 
 
...i'm sorry ใน แดนศิวิไลซ์
...ดีเจปาล์ม..ฐิตวินน์ คำเจริญ...
 
 
 
 
 
ขอบคุณพี่ปาล์มสำหรับเรื่องราวดีๆ ที่มีให้หนุได้และคนอื่นได้อ่านนะคะ
ขอบคุณตัวเองที่นั่งพิมพ์มาจนเสร็จ
ขอบคุณคนอ่าน..ที่อ่านมาจนถึงตรงนี้...ขอบคุณค่ะ
หวังว่าคุณจะได้อะไรจากการอ่านเอนทรี่นี้นะคะ...
..eyeye.
 
 
 
 
 
 


edit @ 16 May 2011 20:30:22 by e y e y e

edit @ 16 May 2011 20:39:54 by e y e y e

วันนี้อากาศดีจังเลยนะคะ
ขออนุญาตยิ้ม..ได้ไหม??
^______________^
 
วันนี้ได้เสวนากับเพื่อน 2 คน
คุยหลายเรื่อง..ตั้งแต่ไปผ่าฟันคุด..ยันอกหักรักคุด..
 
คุยไปคุยมา ตั้งแต่ 5 โมงกว่า ปาไปเกือบทุ่ม
คุยไปได้ โดยไม่หยุดปาก..ทั้งๆ ที่เพิ่งไปผ่าฟันคุดมา..
แน่จริงๆ นางคนนี้ แผลไม่แหวก ไม่ฉีกก็บุญละค่ะ :)
 
ครั้นพอนั่งรถตู้กลับบ้าน..
ก็ได้เวลาปล่อยให้ความคิดและเรื่องราวทั้งหมดที่ได้แลกเปลี่ยนกันมานั้น..
..ได้ตกตะกอน..
 
วืนนน วืนนน วืนนน~ ...(เสี่ยงแกว่งสารส้มในสมองเพื่อตกตะกอนความคิด)
 
...เมื่อความคิดตกตะกอนแล้ว..
ก็อยากนำมาแบ่งปันให้ทุกคนได้รับรู้ อ่าน แล้วติชมกันบ้าง ;)
 
------------------------------------------------------------------------------------------------*
 
ฉันเพิ่งอกหัก..ค่ะ
อาการมันไม่เหมือนขาหัก หรือแขนหักนะคะ..ที่เข้าเฝือก ก็หาย..
อกหัก..ฉันยังงงๆ และสงสัยอยู่ว่า..
อกของฉัน ยังไม่หัก มันยังเหมือนเดิม 555
แต่อวัยวะที่ได้รับผลกระทบนั้น..มันคือ..ใจ..มากกว่า..
แล้วทำไม..เราไม่เรียกว่า..ใจหัก!!!
ฟังดูตลกดีเนอะ..ใจหัก..
 
เอาเหอะ ในเมื่อเค้าเรียกกันมาว่า อกหัก..
ฉัน..อกหัก..ก็ได้ 555
 
ฉันอกหัก..มาแล้ว ไม่รู้กี่ครั้ง..ฉันจำไม่ได้ ฉันไม่ได้นับ..
รู้แต่ว่าครั้งนี้มันไม่เหมือนทุกครั้งไป..
จะเรียกว่าแย่กว่าทุกครั้งไหม?..ก็ตอบไม่ได้ในทันที..คงต้องคิดอยู่นาน..
รู้แต่ว่า..ยิ่งฉันมีความรู้สึกที่ดีต่อเขามากเท่าไหร่
เมื่อเขาจากไป..ฉันทุกข์..มากเท่านั้นคูณ 3 หาร 2
นั่นแปลว่า..ความทุกข์ มันเข้ามาแทนที่ความสุข..จนเอ่อล้น..
ล้นมาเคลือบหัวใจดวงน้อยๆ ดวงนี้..เหมือนสตอเบอรี่ถูกเคลือบด้วยช็อกโกแลต..น่ากินจัง..
 
คุณคงจะไม่ได้อ่านข้อความที่ถ่ายทอดอารมณ์อกหัก..
ได้น่ารัก..น่าลิ้มลอง..ขนาดนี้เป็นแน่
หากฉันอัพบล็อก ตอนที่ฉันเพิ่งอกหักสดๆ ใหม่ๆ..
..ไม่ได้ปล่อยให้ความคิด ความรู้สึกนั้นได้ตกตะกอน..
 
หากแต่เพียง..ว่าวันนี้..
ความคิดฉันได้ตกตะกอน อย่างเป็นทางการแล้ว
ฉันไม่ได้อกหัก..แล้วตอนนี้..ฉันรู้สึกดีมากขึ้นกว่าช่วงแรก..
ตัวอักษรของฉันที่ได้ผ่านสู่สายตาคุณ..จึงดูน่ารัก..และร่าเริง..
เกินกว่าคนอกหัก..จะถ่ายทอดได้ 55
ไม่รู้ว่าคุณรู้สึกอย่างนั้นไหม..แต่ฉันรู้สึก..
 
การอกหักของฉัน..มันจึงเป็น past tense
ซึ่งจะว่ากันจริงๆแล้ว..
มันก็เหมือนการอ่านหนังสือ แล้วไปสอบแหละนะ
วันนี้..ฉันสอบผ่านมาแล้วนะ..กับอีก 1 บท ที่ดูแสนยาก..
แต่ก็ผ่านมาได้.. (:
ฉันไม่รู้ว่าบทต่อไปจะยากขึ้น หรือง่ายลง..
รู้แต่เพียง..
วันนี้..ฉันปิดหนังสือเล่มนี้..ฉันอยากพักสายตา..
ขอเวลาให้ฉันไปฟังเพลง เล่นกีต้าร์ ซ้อมดนตรี..แต่งเพลง..
และทำอะไรอีกมากมาย ที่ฉันอยากทำก่อนนะ..
 
แล้วเมื่อถึงเวลาที่สายตาฉันต้องการจะอ่านหนังสือเล่มนี้..
ฉันจะกลับไปเปิด อ่าน..อีกครั้ง..
หนังสือ..ชื่อ..ความรัก.
 
ป.ล.ฉันแค่ปิดหนังสือเฉยๆ ไม่ได้โยนมันเก็บไปในห้องเก็บของเก่านะ :)
 
..eyeye. 28/3/2554